WHAT'S NEW?
Loading...

ประโยชน์ของเผือก กินบำรุงร่างกาย บำรุงไต เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

Advertisements

Advertisements

ประโยชน์ของเผือก กินบำรุงร่างกาย บำรุงไต เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

เผือก เป็นพืชล้มลุกมีอายุหลายปี หัวและเหง้าอยู่ใต้ดิน มีถิ่นกำเนิดในประประเทศแถบร้อนชื้นทั้งในแอฟริกา อเมริกาใต้ อเมริกากลาง และในเอเชีย รวมถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

เผือก มีชื่อสามัญ Taro ภาษาจีนเรียกว่า โอ่วไน, โอ่วถึง, โทวจือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Colocasia esculenta (L.) Schott จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE) สำหรับการรับประทานเผือกนั้นนิยมนำเอาส่วนหัวของเผือกที่อยู่ใต้ดินมารับประทาน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น อาหารคาว และขนมของหวานต่างๆ

ฤดูกาลของเผือก : เผือกให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

พันธุ์เผือกทั่วโลกมีความหลากหลายมาก เฉพาะที่พบในไทยแบ่งได้ 4 พันธุ์คือ

เผือกหอม เป็นชนิดหัวใหญ่ มีหัวเล็กติดอยู่กับหัวใหญ่เล็กน้อย ต้มรับประทานมีกลิ่นหอม กาบใบใหญ่สีเขียว

เผือกเหลือง หัวขนาดย่อม หัวสีเหลือง

เผือกไม้หรือเผือกไหหลำ หัวมีขนาดเล็ก

เผือกตาแดง ตาของหัวมีสีแดงเข้ม มีหัวเล็ก ๆ ติดอยู่รอบหัวใหญ่ เป็นกลุ่มจำนวนมาก กาบใบและเส้นใบสีแดง

ประโยชน์ของเผือก

1. หัวเผือกนำมาปรุงสุกสำหรับรับประทานเป็นอาหารโดยตรง อาทิ เผือกต้ม เผือกปิ้ง หรือเผือกทอด เป็นต้น และหลายประเทศในแอฟริกา นิยมนำหัวเผือกมาต้มจนสุก แล้วบดให้ละเอียดก่อนรับประทานเป็นอาหาร เรียกว่า fufu

2. หัวเผือกใช้ประกอบอาหารคาว อาทิ แกงมัสมั่น แกงจืด เป็นต้น

3. หัวเผือกนำมาหั่นเป็นชิ้น แล้วตากแห้ง ก่อนนำมาบดเป็นแป้งเผือกสำหรับทำขนมหวาน

4. หัวเผือกนำมาต้มสุก ก่อนบดให้ละเอียดหรือหั่นเป็นชิ้นสำหรับใช้เป็นไส้หรือผสมทำขนมหวาน อาทิ ลอดช่องใส่เผือก ไอศกรีมเผือก สาราเปาไส้เผือก ขนมหม้อแกง เป็นต้น

5. ปอย (poi) เป็นผลิตภัณฑ์จากเผือกที่นิยมรับประทานมากในฮาวาย ด้วยการนำเผือกมาต้มให้สุก แล้วปอกเปลือกออก ก่อนนำมาบดเนื้อเผือกผสมกับน้ำให้ละเอียด หลังจากนั้น นำมากรองผ่านตะแกรง จนได้เฉพาะเนื้อเผือกเหลว แล้วนำบรรจุลงใส่ถุงพลาสติกหรือกล่องพลาสติก ก่อนนำมาพักไว้ในห้อง 3-5 วัน ซึ่งจะได้เนื้อเผือกเหลวที่มีความเปรี้ยวอมหวาน เพราะช่วงที่อยู่ในถุงพลาสติกจะเกิดการหมักของจุลินทรีย์แลกโตบาซิลลัสจนเกิดกรดเปรี้ยวขึ้น

6. ใบอ่อนหรือยอดอ่อนนำมารับประทานสดหรือลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือรับประทานเป็นเครื่องเคียงกับอาหารอื่นๆ

7. ก้านใบเผือกนำมาลอกเอาเฉพาะเนื้อก้านสำหรับรับประทานคู่อาหารอื่นๆ อาทิ น้ำพริก ส้มตำ เป็นต้น

8. ก้านใบของเผือกนำมาลอกเปลือกหุ้มออกให้เหลือแต่เนื้อด้านใน ก่อนใช้ทำอาหาร อาทิ แกงอ่อม แกงเลียง ผัดใส่หมูหรือเนื้อ เป็นต้น

9. ทุกส่วนของเผือกนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์

10. ใบเผือกมีขนาดใหญ่ มีลักษณะงุ้มเข้าเป็นแอ่ง จึงใช้สำหรับตักน้ำหรือรองน้ำได้ รวมถึงนำใบมาใช้ห่อของ ห่อข้าว หรือใช้ห่อทำอาหารจำพวกห่อหมกต่างๆ นอกจากนั้น ยังใช้รองสำรับอาหาร หรือ รองนั่ง เป็นต้น

11. ต้นเผือกใช้ปลูกเป็นพืชบำบัดน้ำเสีย อาทิ ปลูกในระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ ปลูกในระบบบำบัดน้ำเสียบ่อสุดท้ายของระบบอื่นๆ

สรรพคุณของเผือก

– ช่วยบำรุงร่างกาย

– ใช้เป็นยาลดไข้

– ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

– ช่วยในการขับถ่าย

– แก้อาการท้องเสีย

– ช่วยบำรุงไต

ใบ และก้านเผือก (นำมาบดใช้ภายนอก)

– ใบนำมาขยำ ก่อนใช้ทาบาดแผล แก้พิษจากแมลงกัดต่อย ลดอาการปวด ลดอาการบวม

– ใบนำมาต้มน้ำอาบ ใช้รักษาโรคผิวหนัง

ใบ และก้านเผือก (สำหรับรับประทาน)

– แก้อาการอักเสบ

– แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

ข้อควรระวังในการรับประทานเผือก

หัวและทั้งต้นมีผลึกแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้คัน จึงไม่ควรรับประทานแบบดิบ ๆ ต้องนำมาผ่านการต้ม หรือ หมักก่อนถึงจะรับประทานได้ สำหรับบางรายก็อาจมีอาการแพ้เผือกได้ แม้จะทำให้สุกแล้วก็ตาม โดยอาการที่พบ คือ คันในช่องปาก ทำให้ลิ้นชา เป็นต้น และการรับประทานเผือกในปริมาณมากเกินไปจะทำให้ม้ามทำงานได้อย่างไม่เป็นปกติ

อ้างอิงข้อมูล...https://th.wikipedia.org/ และ https://puechkaset.com/

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น