WHAT'S NEW?
Loading...

เคยกินมั้ย อัลมอนด์อีสานหรือเม็ดกระบก ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บำรุงหัวใจ

Advertisements

Advertisements

เคยกินมั้ย อัลมอนด์อีสานหรือเม็ดกระบก ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บำรุงหัวใจ

หลายๆคนที่ชอบตลาดสดที่มีหาบเร่เยอะๆ อาจจะพอคุ้นเจ้าเมล็ดนี้มาบ้าง ด้วยหน้าตาที่แปลกๆ แต่น้อยคนมากที่จะรู้ว่ามันคือเม็ดอะไร ทำไมคนหาบเร่ชอบเอามาขาย แล้วใครจะซื้อกิน อยากจะบอกว่า หากคุณยังไม่เคยกิน บอกว่าว่าพลาดมากๆ ด้วยสรรพคุณของมันนั้น เหลือเชื่อมากๆ และดีเกินตัว รู้จักไหม? เม็ดกระบก อัลมอนด์อีสาน กินป้องกันโรคความจำเสื่อม บำรุงหัวใจ และป้องกันมะเร็งเต้านม เม็ดกระบก หรือที่เรียกกันในชื่อว่น อัลมอนด์อีสาน หรือ อัลมอนด์เมืองไทย • มีลักษณะคือ เป็นเมล็ดรูปไตขนาดใหญ่ • ตัวเปลือกถูกหุ้มเมล็ดมีสีน้ำตาล • เนื้อในเป็นแป้งสีขาวๆ • ถือเป็นยารสเบื่อเมา • มีรสชาติมันติดขมเล็กน้อย • มีส่วนช่วยในการบำรุงระบบประสาทและสมอง • ช่วยในการป้องกันโรคความจำเสื่อม • ใช้ในการบำรุงหัวใจ และป้องกันมะเร็งเต้านม • สามารถทานได้ทุกเพศทุกวัย

วิธีรับประทาน 1. ให้คุณนำเม็ดกระบกมาตากแห้ง หรือจะอบไล่ความชื้นก็ได้ 2. นำไปคั่ว โดยเลือกใช้ไฟอ่อนๆ คั่วกระทั่งจนเม็ดเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง 3. ทำการโรยเกลือเก็บไว้ในขวดโหล 4. ให้คุณรับประทานวันละ 20 เม็ด ข้อมูลน่ารู้ของเมล็ดกระบก • มีชื่อทางสมุนไพรว่า กระบก • ชื่ออื่นๆคือ – มะมื่น มื่น ของภาคเหนือ – มะลื่น หมักลื่น ของสุโขทัย นครราชสีมา – บก หมากบก ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – กะบก จะบก ตระบก ของภาคกลาง – จำเมาะ – หลักกาย • ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Irvingia malayana Oliv. ex. A. W. Benn. • ชื่อพ้องคือ Irvingia harmandiana Pierre ex Lecomte, I. oliveri Pierre, I. pedicellata Gagnep. • ชื่อวงศ์คือ Irvingiaceae

มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ดังต่อไปนี้ • เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ • มีความสูงได้ถึง 35 เมตร • มักจะผลัดใบช่วงสั้นๆ ลำต้นตรง • มีเรือนยอดที่แน่นทึบและแผ่กว้าง • ลำต้นมีขนาดหนา • โคนต้นที่อายุมากมักเป็นพูพอน • มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 200 เซนติเมตร • มีสีเปลือก เป็นสีเทาอมน้ำตาล เรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ • ลักษณะเปลือกชั้นในมีสีส้มอ่อน • ในส่วนของกิ่งอ่อนมีรอยหูใบที่หลุดร่วงไปชัดเจน • มีใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปรีแกมรูปขอบขนาน รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน • มีความกว้าง 2.5-9 ซม. ยาว 8-20 ซม. • มีปลายเป็นติ่งแหลม โคนสอบมน หรือเบี้ยวเล็กน้อย ขอบเรียบ • แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างเกลี้ยง หรือมีขนประปราย ใบแก่ผิวเรียบ ด้านบนเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมักจะมีนวลสีเขียวเทา • เส้นแขนงใบ ข้างละ 8-10 เส้น เส้นใบย่อยแบบร่างแหเห็นชัดเจน ทั้งสองด้าน • ก้านใบ ยาว 0.5-1.5 ซม. เป็นร่องทางด้านบน เกลี้ยง • หูใบมีลักษณะเป็นกรวยยาวหุ้มยอดอ่อน ปลายแหลมโค้งเล็กน้อย เป็นรูปดาบ ยาว 1.5-3 ซม. หลุดร่วงง่าย • มันจะทิ้งร่องรอยเป็นวงแหวนบนกิ่ง ช่อดอก แบบช่อแยกแขนง ยาว 5-15 ซม. ออกตามซอกใบ หรือปลายกิ่ง ดอกมักจะออกก่อนที่จะเกิดใบชุดใหม่

• มีอาการคือ ดอกร่วงอย่างรวดเร็ว ใบประดับ รูปไข่ปลายแหลม ขนาดเล็กร่วงง่าย ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว หรือสีเหลืองอ่อน • กลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยง กว้างประมาณ 0.5 มม. ยาวประมาณ 1 มม. เชื่อมกัน • กลีบดอก กว้างประมาณ 1.5 มม. ยาว 2-3 มม. ปลายกลีบดอกจะม้วนออก • เกสรเพศผู้ 10 อัน ติดกับขอบนอกของหมอนรองดอก รังไข่อยู่ เหนือวงกลีบ มี 2 ช่อง แต่ละช่อง มีออวุล 1 เม็ด ผล เป็นผลสด แบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-5 ซม. มีนวลเล็กน้อย ผลมีสีเขียว เมื่อผลสุกสีเหลือง • มีเนื้อด้านในสีส้ม เมล็ด 1 เมล็ด แข็ง รูปไข่หรือรูปรีแกมรูปไข่ ค่อนข้างแบน เนื้อในเมล็ดสีขาว และมีน้ำมัน • สามารถพบได้ตามป่าเต็งรัง ป่าชายหาด ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ตลอดจนป่าดิบชื้น ที่สูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึงประมาณ 300 เมตร • มักจะออกดอกระหว่าง เดือนมกราคม-มีนาคม เป็นผล ระหว่างช่วง เดือน กุมภาพันธ์- สิงหาคม • เนื้อในเมล็ดสามารถนำมาคั่วสุกมีรสมัน รับประทานได้ • น้ำมันจากเมล็ด ใช้ทำอาหาร สบู่ และเทียนไขได้ ผลสุก เป็นอาหารสัตว์ป่า

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น