WHAT'S NEW?
Loading...

คนฉลาดย่อมรู้ว่า “โลกนี้ไม่มีสีขาวสนิทหรือดำสนิท”

Advertisements

Advertisements

คนฉลาดย่อมรู้ว่าโลกนี้ไม่มีสีขาวสนิทหรือดำสนิท

ในสีขาวย่อมมีสีดำ และในสีดำย่อมมีสีขาว

ส่วนคนโง่มักคิดว่า ขาวก็คือขาว ดำก็คือดำ

ทุกอย่างมีค่าเท่ากับ ขวาสุด และซ้ายสุด

การคิดอย่างหลังจะทำให้สมองของเราวิเคราะห์ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปจากเดิม

เป็นความจริงที่ว่า…

“ไม่มีใครที่เลวร้ายไปหมดทุกอย่าง และไม่มีใครดีไปหมดทุกอย่าง”

คนที่เราเห็นว่าเขาดี บางมุมเขาก็ยังเลวอยู่

ในขณะที่เราเห็นว่าเขาเลว บางมุมเขาก็ยังมีความดีอยู่เช่นกัน

ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมี 2 ด้านเสมอ

แม้แต่ตัวของเราเอง ก็ตั้งอยู่บนสัจธรรมข้อนี้

การที่เราจะขับสีดำออกจากตัวเราได้นั้น

เราต้องรู้ก่อนว่าลึกๆ แล้วข้างในตัวของเรายังมีความชั่ว

ยังมีความเลวที่ควร ลด ละ เลิก

เวลาใครมาถามเราว่า ตัวเรามีข้อเสียอย่างไรบ้าง ?

เรามักตอบไปตามประสาว่า

ขี้ลืม ใจร้อน ซุ่มซ่าม พูดมาก

มั่นใจตัวเองเกินไป พูดตรงเกินไป

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ อาจเป็นข้อเสียอันน้อยนิด

ที่ดูแล้วน่ารักน่าชังจากข้อเสียเป็นล้านๆ ข้อในตัวเรา…

ไม่เคยมีใครกล้าบอกกับคนอื่นว่า…

ตัวเองยังโลภโมโทสัน อยากมีอยากได้ เห็นแก่ตัว

อิจฉาริษยา ยึดติดตัวตน เห็นแก่พวกพ้อง รักความสบาย

ไร้เหตุผล เอาใจตนเป็นใหญ่

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเราทุกคนก็ยังมีสัญชาตญาณเหล่านี้หลงเหลืออยู่ในตัว

มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละข้อ แต่ละบุคคลต่างๆ กันไป

ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์ผู้หลงอยู่ในโลกแห่งสมมุติ เชื่อเถอะว่า…

ความรู้สึกสีดำเหล่านี้ ยังคงวิ่งแล่นอยู่ในจิตวิญญาณของเราเสมอ

เราต้องรู้ตัวว่า…..

ตัวเองยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ลึกๆ

และมันก็พร้อมจะแสดงตัวออกมาเมื่อถึงเวลา

เราต้องรู้ตัวว่า…..

บางครั้งเราก็เลือกที่จะรู้สึกอิจฉามากกว่ายินดี โกรธขึ้งมากกว่าให้อภัย

เราต้องรู้ตัวว่า…..

ไฟแห่งความอยากมีอยากได้อยากเป็นของเรา ยังโชติช่วงไม่เคยดับ

เราต้องรู้ตัวว่า…..

หลายครั้งเหตุผลของเราก็เป็นเพียงเหตุผลเพื่อตัวเอง

ไม่ใช่เหตุผลที่วางอยู่บนความถูกต้องหรือความยุติธรรม

เราต้องรู้ตัวว่า…..

เรายังอยากให้คนอื่นรู้สึกว่าเราเป็นคนดี

ทั้งๆ ที่เราก็รู้ตัวว่า เราไม่ได้ดีอย่างที่คิด

เราต้องรู้ตัวว่า…..

บางครั้งเราก็ยังเผลอเอาเปรียบผู้อื่นเล็กๆ น้อยๆ

ให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตัวเองอยู่

เราต้องรู้ตัวว่า…..

เรายังรับไม่ได้เวลาที่คนอื่นมาวิจารณ์ว่า

เราไม่ดีอย่างไรทั้งๆ ที่มันเป็นความจริง

เราต้องรู้ตัวว่า…..

บางครั้งเราก็เลือกที่จะนินทาผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น

เราต้องรู้ตัวว่า…..

บ่อยๆ ที่เราไม่เคยมองเห็นความผิดของตัวเอง

ในขณะที่เรามองเห็นความผิดของผู้อื่นเต็มไปหมด

เราต้องรู้ตัวว่า…..

เรามักหาคำพูดแก้ตัวมาบอกตนเองและผู้อื่นเสมอ

เวลาเราทำเรื่องผิดๆ เพื่อให้เรื่องนั้นดูผิดหรือเลวน้อยลง

เราต้องรู้ตัวว่า…..

ถ้าเลือกได้เราย่อมอยากให้ ตัวเรา พ่อแม่ของเรา คนรักของเรา

ลูกของเรา บริษัทของเรา ได้ดีกว่าคนอื่น

เราต้องรู้ตัวว่า…..

หลายครั้งที่เราพูดว่าสงสาร แต่หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยคิดจะลงมือทำอะไรให้ดีขึ้น

นอกจากพูดคำว่า สงสารซ้ำไปซ้ำมา

เราต้องรู้ตัวว่า…..

เรามักคิดว่า เรารู้จักตัวเองดีเสมอ

แต่ความเป็นจริงแล้วสิ่งนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เราอยากเห็น

และยังไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเราทั้งหมด

เราต้องรู้ตัวว่า…..

การที่เราได้ยินคนที่เราเกลียดถูกนินทานั้นทำให้เรารู้สึกดี

เราต้องรู้ตัวว่า…..

สิ่งที่ผิดพลาดหลายอย่างในชีวิตเรามักโทษสิ่งแวดล้อม และคนอื่น

แต่เราไม่ค่อยโทษตัวเองสักเท่าไหร่

ทั้งๆที่ลึกๆเราก็รู้ดีว่า เรานี่เองที่เป็นตัวการใหญ่

เราต้องรู้ตัวว่า….

คำโกหก บิดเบือน อำพรางยังเป็นเครื่องมือที่เราใช้

ในการเอาตัวรอดเสมอเมื่อเกิดเหตุการณ์จวนตัว

เราต้องรู้ตัวว่า…..

เราชอบบอกว่า ความดีสำคัญกว่าเงินทอง

แต่เกือบทุกครั้ง เราก็เกรงใจคนรวยๆ มากกว่าคนดีๆ

เราต้องรู้ตัวว่า…..

ถ้าเขาชอบเรา เราก็ชอบเขา แต่ถ้าเขาเกลียดเรา เราก็เกลียดเขา

โดยที่ไม่เคยกลับมานั่งคิดเลยว่าที่เขาเกลียดเรานั้นเป็นเพราะอะไร

เราต้องรู้ตัวว่า…..

เรายังอยากรู้ข่าวร้ายๆ ของคนอื่นมากกว่าเรื่องดีๆ ของเขาเสมอ

เราต้องรู้ตัวว่า…..

เราชอบอ้างว่าตัวเองเป็นคนไม่มีโอกาส

ทั้งที่เราก็รู้ว่าที่เราไม่มีโอกาสก็เพราะว่า เราขี้เกียจ

เราต้องรู้ตัวว่า…..

เราชอบวิจารณ์คนอื่นว่า โกงชาติบ้านเมือง

ในขณะที่เราก็ทำทุกวิถีทางเพื่อเลี่ยงภาษี

เราต้องรู้ตัวว่า…..

น้อยครั้งที่เรารู้สึกว่า ตัวเองมีเหลือพอที่จะแบ่งปันให้คนอื่น

เราต้องรู้ตัวว่า…..

หลายครั้งที่เราก็คิด ในสิ่งที่ไม่สมควรคิด ทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำ

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องรู้ตัว ต้องยอมรับ ต้องสำนึก

ต้องไม่ปฏิเสธว่าเรายังมีความรู้สึกด้านมืดเหล่านี้หลงเหลืออยู่ในตน

เพราะการยอมรับว่า “ตัวเรายังไม่ดีพอ”

คือบันไดขั้นแรกที่จะทำให้เราเดินไปสู่หนทางที่ถูกต้อง

เดินไปสู่เส้นทางของการเป็น….คนเต็มคน….อย่างแท้จริง

คนที่คิดว่า “ตัวเองดีแล้ว” ย่อมไม่คิดปรับเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น

เพราะ…..เขาจะคอยทำตัวเหมือนเทวดา

ใช้เวลาทั้งวันในการเฝ้ามองบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

สังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยกิเลส มองไปวิจารณ์ไป

เพราะคิดเพียงว่าตนดีกว่าเขา ตนอยู่ชั้นสูงกว่าเขา ตนไม่มีวันทำไม่ดีแบบเขา

คิดได้ดังนั้น จึงลงมือตัดสินผู้อื่น ด้วยปัญญาที่มีอยู่อันน้อยนิด

เขาเลวอย่างนั้น เขาเลวอย่างนี้ มองคนอื่นโดยไม่เคยมองตนเองเลยแม้แต่น้อย

พูดให้สั้น กระชับ และง่ายไปกว่านี้ก็คือ…..

ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่เราจะนั่งคิดถึงความไม่ดี เลว ผิดพลาดของผู้อื่น

เพราะยิ่งคิดมาก ก็ยิ่งแย่มาก

ยิ่งห่างไกลความเจริญของตนมากขึ้นไปอีก

สิ่งที่เราควรทำก็คือ “คิดให้มากว่า เรานั้นไม่ดีอย่างไร”

มีสีดำตรงไหน ตรงไหนที่ยังคิดไม่ดี ทำไม่ดี สำนึกไม่ดี

การรู้ว่า เรายังมีข้อไม่ดีไม่ได้แปลว่า

เราต้องออกไป “ประจานตัวเอง” ให้คนอื่นรับรู้ว่า เราไม่ดีอย่างไร…

เราคงไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น แต่เรารู้ของเรา

สำนึกของเราแบบเงียบๆ อยู่ในจิตใจ ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยน

ให้จิตใจของเรา เดินไปสู่หนทางที่สว่างไสวขึ้น

จิตใจของเราก็อาจเปรียบได้กับบ้าน ถ้าบ้านสะอาดเราก็อยู่สบาย

แต่ถ้าบ้านสกปรกเราก็อยู่ไม่สบาย อยู่แล้วสุขภาพไม่ดี

ดังนั้นเมื่อบ้านของเราสกปรก ถึงคนอื่นไม่รู้ เราผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ต้องรู้

และรู้อยู่อย่างเดียวก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

รู้แล้วต้องหยิบไม้กวาด หยิบผ้า หยิบถังขยะ

ขึ้นมาปัด กวาด เช็ด ถู และทิ้งของเน่าๆ ให้หมดไป…

เ ป็ น ค น ดี ใ จ ดี ย่ อ ม มี แ ต่ ค ว า ม สุ ข

เ ป็ น ค น ร้ า ย ใ จ ร้ า ย ก็ ย่ อ ม มี แ ต่ ค ว า ม ทุ ก ข์ เ ช่ น กั น…

ขอบคุณที่มาเพจ พศิน อินทรวงค์

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น