WHAT'S NEW?
Loading...

‘ครูเชาว์’ หัวใจนายหล่อมาก คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้

Advertisements

Advertisements

‘ครูเชาว์’ หัวใจนายหล่อมาก คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้

คนเรานั้นถึงแม้เกิดมาจะพบกับความยากลำบากแต่เมื่อเติบโตขึ้นเราก็สามารถเลือกทางเดินของตัวเองได้ว่าจะทำอะไรเพื่อใครอย่างไรที่ไหน แต่ที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือการมองเห็นคุณค่าของตัวเองแน่นอนว่าทุกคนนั้นก็อยากจะทำให้ชีวิตคุณภาพของตัวเองนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมีความสุขที่มากขึ้นแต่ว่าความพอใจของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันออกไปอย่างเช่นครู เชาว์ นายเชาวลิต สาดสมัย” พ่อ หรือฮีโร่ ของเด็กเร่ร่อนบริเวณชุมชนใต้สะพานพระราม 8 คะ

ซึ่งบอกเลยว่าครูเชาว์ นั้น เขาได้มองเห็นคุณค่าในตัวเองที่เขาค้นพบด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่การทำให้คุณภาพของตัวเองนั้นมีชีวิตที่ดีขึ้นเขาได้แบ่งปันยื่นโอกาสให้กับเด็กน้อยและเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ผู้พิการและเด็กด้อยโอกาสในชุมชนใต้สะพานพระราม 8 แห่งนี้ด้วยตัวเขาเอง

โดยครูเชาว์ นั้น ถือว่าเป็นพ่อของเด็กเร่ร่อนที่อยู่ในศูนย์สร้างโอกาสสะพานพระราม 8 โดยแต่ก่อนนั้นเขาเป็นอดีตเด็กบ้านราชาวดี (ชาย) ที่ใดมีความพยายามจะศึกษาเล่าเรียนต่อจนสามารถจบชั้นปริญญาตรีในคณะศึกษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยความเชื่อว่าการศึกษานั้นจะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนได้

โดยตัวเขานั้นก็ได้มีการย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเลือกที่จะมาเป็นครูอาสาประจำศูนย์สร้างโอกาสแห่งนี้ซึ่งเขาได้อยู่มานานกว่า 10 ปีแล้วว่าตัวเขานั้นจะพิการมาตั้งแต่กำเนิดแต่ตัวเขานั้นก็ไม่เคยบอกตัวเองว่าถูกต้องกินแต่อย่างใดและจะคอยบอกตัวเองเสมอว่าพ่อแม่เขาไม่พร้อมที่จะมีเราต่างหากเมื่อเราไม่มีพ่อแม่ทางโรงพยาบาลก็จะพยายามส่งเข้าสถานสงเคราะห์ตอนที่อยู่บ้านราชาวดีก็ได้มีคนบริจาคสิ่งของมากมายซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ดี

แต่ถ้าว่าสิ่งที่เขานั้นมักจะได้ยินจากผู้บริจาคอยู่เสมอก็คือเด็กที่อยู่ในบ้านราชาวดีนี้ไม่สามารถสร้างอนาคตหรือมีอนาคตที่ดีได้ต้องรอให้คนช่วยเหลือเมื่อฟังได้อย่างนี้กูก็เกิดความมานะมุ่งมั่นพยายามและตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะเล่าเรียนหนังสือเพราะเชื่อว่าการเรียนนั้นสามารถช่วยยกระดับชีวิตของผู้คนได้อีกทั้งยังสามารถเสริมสร้างโอกาสดีๆสามารถทำสิ่งดีๆให้กับผู้อื่นได้อีกด้วย

“ครูเคยเป็นผู้รับ เป็นเด็กด้อยโอกาส เป็นคนพิการ ซึ่งครูรู้ว่าคนกลุ่มนี้ต้องการอะไร เมื่อครูมีโอกาสก็อยากจะแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่น พอทางกทม.เปิดรับครูอาสาศูนย์สร้างโอกาสสะพานพระราม 8 เห็นว่าเป็นงานที่ท้าทาย และช่วยเหลือ เป็นผู้ให้แก่คนอื่นได้ พอได้ลงมือทำตอนแรกที่ศูนย์ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอะไรเลย แต่ครูยังมีสองมือ มีแรง ครูมองว่าถ้าเราลงมือทำจะเกิดประโยชน์อย่างแน่นอน”

ตอนนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลา 10 ปีแล้วที่ครูเชาว์ ได้สามารถเข้าช่วยเหลือคนในชุมชน โดยเขานั้นไม่คาดหวังจะได้รับคำยกย่องหรือคำตอบแทนสิ่งที่เขาอยากได้ก็เพียงแค่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะและสามารถช่วยเด็กเร่ร่อนหรือเด็กด้อยโอกาสและคนชุมชนให้มีชีวิตคุณภาพที่ดีอยู่มากยิ่งขึ้น

“หลายครั้งที่ครูถูกมองว่าไม่ใช่ครู มองว่าเป็นคนเก็บขยะ หรือลูกจ้างที่ทางศูนย์มาให้ทำงาน ซึ่งตอนแรกๆ ที่เข้าคนในชุมชน หรือแม้แต่เด็กเองก็ไม่ยอมรับ เขาไม่รู้ว่าครูเข้ามาทำไม ดังนั้น กว่าจะได้รับการยอมรับจากเด็กและคนในชุมชนต้องใช้เวลา แต่ครูไม่ย่อท้อ พยายามทำให้เขาเห็นว่าครูอยากเข้าไปช่วยเหลือ พัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กจริงๆ โดยเริ่มจากพัฒนาศูนย์ให้กลายเป็นแหล่งพักพิงของชุมชน ซึ่งตอนนี้นอกจากมีกิจกรรมต่างๆ ทั้งด้านการเสริมทักษะความรู้ พื้นฐานการใช้ชีวิต และมีการ้ลงพื้นที่ดูว่าครอบครัวไหน คนไหนต้องการความช่วยเหลืออะไร มีปัญหาอะไร ถ้าครูช่วยเหลือได้ ครูจะนำความช่วยเหลือไปให้ จนหลายครอบครัวได้รับการดูแลที่ดีขึ้น”

ซึ่งหน้าที่ของศูนย์พระราม 8 แห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่แหล่งการเรียนรู้ที่เพียงแบบแต่ทำการบ้านหรือทำกิจกรรมของเด็กเร่ร่อนแต่ยังเป็นแหล่งพักพิงกายใจและคอยช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ปัญหาทุกครอบครัวทุกคนในชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลืออีกด้วย เส้นทางครูก็ได้คิดว่าเด็กเร่ร่อนนั้นจริงๆแล้วไม่ได้ต้องการอะไรมากนอกจากความรักและความเข้าใจความอิ่มเอมและคอยมีผู้ดูแลคอยแนะนำสิ่งดีๆให้แก่เขาเพราะด้วยสภาพครอบครัวทำให้ขาวนั้นไม่สามารถรับสิ่งเหล่านี้ได้

ซื้อในเรื่องของฐานะความเป็นอยู่ความอบอุ่นในครอบครัวนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากเพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาสังคมอย่างเช่นกันติดยาการลักเล็กขโมยน้อยท้องไม่พร้อมเป็นต้นซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีเด็กเร่ร่อนมากขึ้นเพราะว่าพ่อแม่ไม่มีเวลาเด็กก็ตามเพื่อน และเกิดความอยากจะได้อยากจะมีทั้งๆที่ไม่เคยดูฐานะของตัวเองชื่อเรื่องราวเหล่านี้ถ้าทุกคนเข้าใจเด็กก็สามารถเข้าใจความรู้สึกของเด็กและสามารถรับฟังปัญหาของเด็กได้รู้จักตนเองรู้จักครอบครัวเห็นความสำคัญของการศึกษาก็จะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้ดีมากยิ่งขึ้น

ซึ่งบอกเลยว่าในปัจจุบันนี้เด็กเร่ร่อนและไม่ได้มีการนอนนอกถนนเหมือนดังในอดีต เพราะพวกเขานั้นสามารถเช่าบ้านอยู่วันละ 50-60 บาทได้ เด็กเร่ร่อนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะมีอายุประมาณ 9-12 ปี พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านแล้วไม่อยากไปโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนก็ไม่เข้าใจเด็กและการที่เด็กเร่ร่อนออกมามากขึ้นนั้น และรู้จักกันเช่าบ้านอยู่เมื่อเขาหารายได้ไม่ได้ เขาก็ต้องลักเล็กขโมยน้อยอยู่หรือเข้าสู่วงจรยาเสพติดเป็นผู้เสพผู้ขายและผู้ซื้อนั่นเอง

“ทุกคนแม้จะเกิดมาไม่พร้อมกัน แต่สามารถทำชีวิตของตัวเองให้ดีได้ เพียงแต่เรารู้จักประมาณตน พอเพียง ครูใช้หลักพอเพียง และการเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ตามที่พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ทรงตรัสไว้ว่า การที่เราจะทำอะไรเพื่อเกิดประโยชน์แก่คนอื่น อย่าไปคิดว่าตัวเองจะได้อะไร และอย่ามองว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ต้องมองว่าตัวเองมีคุณค่าใครจะว่าอะไรไม่ต้องไปสนใจ เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำดีกว่าคนอื่นอย่างไร สังคมไทยมองภาพลักษณ์ รูปลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก เวลาทุกคนเห็นครูก็มักจะมองอย่างดูถูก แต่ครูกลับมองตัวเองและบอกว่า ครูหล่อ ครูพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองเป็น และตัวเองทำอะไรเพื่อผู้อื่น ซึ่งทุกคนที่มาเป็นจิตอาสา ถือเป็นการทำดี และทำทานที่ยิ่งใหญ่”

ซึ่ง ครูเชาว์ ก็ได้มีความเชื่อว่าทุกคนนั้นมีความดีติดตัวกับตัวเองอยู่เสมอไม่ว่าจะเกิดมาในฐานะอะไรก็ตามเพียงแต่สภาพแวดล้อมทำให้ทุกคนนั้นได้มีความแตกต่างกันออกไปจึงอยากจะฝากให้ทุกคนนั้นได้เรียนรู้จากการให้ให้โดยไม่ต้องหวังอะไรตอบแทนอย่านึกถึงตัวเองมากไปเพราะสุดท้ายการนึกถึงตัวเองจะทำให้ตัวเองนั้นไม่รู้จักความสุขแต่อย่างใดแต่การให้ต้องดูด้วยว่าให้แล้วตัวเองจะรอดหรือไม่ถ้ามีแล้วก็คงแบ่งปันกับผู้อื่นมั่งหยิบยื่นโอกาสให้กับผู้อื่นบ้าง

ด้วยความสุขของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันซึ่งทุกคนนั้นสามารถความสุขได้ในแบบของตัวเองเช่นเดียวกับครูเชาว์ ที่เพียงไม่เข้าพยายามไปเติมเต็มชีวิตให้กับผู้อื่น แต่ยังแบ่งปันทัศนคติแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นให้สามารถทำดีต่อคนอื่นได้อีกด้วย ภาพลักษณ์ภายนอกเป็นจุดแรกที่ทุกคนมองเห็น แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งการันตีว่า เขาหรือเธอคนนั้นจะเป็นคนดี เป็นผู้ให้ ครูเชาว์ อีกหนึ่งบุคคลต้นแบบที่ภายนอกครูอาจถูกมองว่าพิการ แต่หัวใจของ “ครู”กลับหล่อมาก

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น