WHAT'S NEW?
Loading...

อย่าละเลย!! สัญญาณเตือนจากร่างกาย ใครไม่ชอบอาหารเช้าบ่อยๆ บอกเลยว่าเลิกทำ

Advertisements

Advertisements

อย่าละเลย!! สัญญาณเตือนจากร่างกาย ใครไม่ชอบอาหารเช้าบ่อยๆ บอกเลยว่าเลิกทำ

เราสามารถสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น กับกระเพาะอาหารได้ด้วยตัวเอง จากทางเดินเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร ตามแนวสันหน้าแข้งด้านนอกจนถึงข้อเท้าด้านหน้า

เมื่อกระเพาะอาหารมีความผิดปกติ จะมีอาการปวดตึงขาด้านหน้าบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาขับรถซึ่งต้องเหยียบคันเร่งและเบรคสลับกันไป จะเกิดอาการเมื่อยข้อเท้ามาก สำหรับผู้สูงอายุอาการยอดฮิตคือปวดตึงเข่าทำให้ยกขาขึ้นบันไดได้ลำบาก หนทางแก้ไขก็ไม่ยากแค่พยายามทานอาหารเช้าให้ได้ทุกวัน"

“สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ”

ความผิดของผู้อื่นเห็นง่าย ความผิดของตนเห็นยาก
ลูกชาย : พ่อครับๆ
พ่อ : ทำไมหน้าตาดูทรุดโทรม นึกว่าญาติผู้ใหญ่หลินปิงมาเยือน
ลูกชาย : งานหนักนอนดึกครับ ว่าแต่พ่อยังไม่กินข้าวเช้าอีกหรือครับ
พ่อ : ยังไม่หิว เลยยังไม่กิน
ลูกชาย : ไม่ได้นะพ่อ ต้องรีบทานเดี๋ยวจะเลยเวลา
พ่อ : เลยเวลา ?
ลูกชาย : ในหนังสือนาฬิกาชีวิต เขาบอกว่าอาหารเช้าไม่ควรทานเกิน 9 โมงเช้า เพราะเป็นเวลาของลมปราณกระเพาะอาหารถ้าไม่ทานก็จะ… เอ่อ อืม อ่า..
พ่อ : ไม่เป็นไรๆ ก็ว่าตามหนังสือแล้วกัน เดี๋ยวไปหามาทาน ว่าแต่พ่อก็ไม่เคยเห็นลูกกินข้าวเช้าเลยนะ
ลูกชาย : กระเพาะผมยังแข็งแรงครับ กาแฟแก้วเดียวกับขนมปังหน้าออฟฟิศก็เหลือเฟือ

มีคนไข้หลายๆ ท่านพาพ่อแม่อายุประมาณ 55 – 70 ปีเข้ามาปรึกษาที่ ดิ อโรคยา ส่วนใหญ่มาด้วยอาการคล้ายๆกัน คือ ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเอว ปัสสาวะบ่อยๆ นอนไม่หลับ ตาฝ้า ท้องผูก ลมในท้องมาก สิ่งที่ผมมักจะได้ยินจากคนไข้สูงอายุ ก็คือ “โรคคนแก่น่ะหมอ ปลงแล้ว ลูกอยากให้มาก็เลยมา” จากนั้นก็กวาดสายตาไปที่ลูกหลานที่คะยั้นคะยอให้มา

“เจ้าคนนี้ซะอีก (หมายถึงหลาน) วันๆเล่นแต่คอมพิวเตอร์ เรียกกินข้าวก็ไม่กิน นอนก็ดึก” ลูกหลานก็ไม่ยอมให้เสียท่าถูกว่ากล่าวฝ่ายเดียวมีการโต้เถียงกลับบ้าง จากที่เป็นหมออย่างเดียว เลยต้องกลายเป็นกรรมการอีกหน้าที่

อันที่จริงทุกคนมีข้อผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่เราจะยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง หรือเพียรแต่จะหาความผิดพลาดของผู้อื่นมารองรับความรู้สึกบกพร่องของตนเอง
“การอดอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมสร้างโรคที่สำคัญของผู้คนในยุคปัจจุบัน” หลายบ้าน หลายออฟฟิศ มักจะทานกาแฟและขนมปังเป็นมื้อเช้าตามกระแสวัฒนธรรมตะวันตก อยากให้ลองระลึกความหลังคิดถึงเมื่อเรายังเป็นเด็กต้องทานข้าวเช้าทุกวัน แต่โดนสังคมสลับสับเปลี่ยนเป็นกาแฟ ขนมปัง โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัว ทั้งๆที่ราคาสูงกว่าและประโยชน์ที่ได้ต่างจากข้าวแกงพะแนงไข่ดาว ข้าวกระเพราไก่ไข่เจียว ผัดผักรวมมิตร แกงมะระยัดไส้หมู แหม..คิดไปก็หิวไป

อาหารเช้าเหล่านี้จะถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่เป็นกรดย่อยจนขนาดเล็กลง และดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด สร้างพลังงานให้เราทั้งวัน ย้ำอีกครั้งว่าทั้งวัน การันตีโดยพระสายปฏิบัติ ท่านฉันมื้อเดียวก็อยู่ได้ทั้งวันแถมยังต้องใช้แรงเดินทางไกล ไม่ได้นั่งขยับแค่นิ้วมือเหมือนคนเมืองเสียด้วย

การทานอาหารเช้านั้นควรทานช่วงเวลา 7:00 – 9:00 น. เป็นช่วงเวลา 2 ชั่วโมงอันมีค่าในการย่อยอาหารของร่างกายเพราะเป็นเวลาของลมปราณกระเพาะอาหารตามนาฬิกาชีวิต ใครที่ไม่ค่อยทานอาหารเช้า หรือ ชอบทานอาหารแบบรวบยอดทีเดียวตอนเที่ยง สังเกตได้ว่าริมฝีปากจะไม่ค่อยมีสีเพราะเม็ดเลือดน้อย ลิ้นไม่มีเลือดฝาด ริมฝีปากบนแห้ง ง่วงนอนง่าย ออกกำลังกายแล้วมึนศีรษะ และมีอาการอยากทานกาแฟหรือของหวานเพราะขาดพลังงานต้องใช้ตัวช่วย บางท่านก็ติดกาแฟไปเลยทานกันแก้วต่อแก้ว

เราสามารถสังเกตสัญญาณเตือนว่าร่างกายต้องการอาหารเช้าได้ง่ายๆด้วยตัวเอง จากทางเดินเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร โดยจะมีอาการตึงเส้นลมปราณ ตามแนวสันหน้าแข้งด้านนอกจนถึงข้อเท้าด้านหน้าทำให้มีอาการปวดเมื่อยขาบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาขับรถซึ่งต้องเหยียบคันเร่งและเบรคสลับกันไปจะเมื่อยข้อเท้ามาก สำหรับผู้สูงอายุ อาการยอดฮิตคือปวดตึงเข่า(เจ็บเข่า)ทำให้ก้าวขาขึ้นบันไดลำบาก นี่ล่ะครับเราถึงบอกว่า “อาหารเช้ากำหนดชะตาขา” ของเราได้

นอกจากนั้นอานิสงค์ของการทานอาหารเช้าในช่วงเวลาที่ถูกต้อง เราจะได้รับพลังงานจากอาหารเช้าครบถ้วนเพราะตามหลักนาฬิกาชีวิตแล้ว เวลา 7 โมงถึง 9 โมงเช้า น้ำย่อยจะมีความเข้มข้นและประสิทธิภาพสูงสามารถย่อยได้ทั้งโปรตีน ไขมัน

ซึ่งเป็นพลังงานก้อนใหญ่ ทำให้ในระหว่างวันเราจะไม่หิวมาก ไม่ง่วงนอนบ่อย ทานอาหารมื้ออื่นๆได้น้อยลง น้ำหนักจะคงที่หรือลดลง รูปร่างดี พุงยุบ และไม่ต้องเสียเงินทานอาหารกระตุ้นพลังงานอีก เช่น กาแฟ ชา ของหวาน

ใครที่เริ่มรู้ตัวแล้วว่างดอาหารเช้ามานาน กลับมาทานอาหารเช้าเหมือนราชา ทานอาหารเย็นเหมือนยาจก แล้วยกมือขึ้นให้สุดแขนกันคร้าบ..

--------------------------------------------------
"ช่วยกันทำให้คนป่วยน้อยลง"
ดิ อโรคยา คลินิก ถนนพระราม 3
ปรึกษาการนวดบำบัด ยาสมุนไพร ปรับพฤติกรรม
www.thearokaya.co.th
02-358-0050-1, 086-111-5522
Cr. เพจใครไม่ป่วยยกมือขึ้น

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น