WHAT'S NEW?
Loading...

ใครหน้ามืดบ้านหมุนบ่อยๆ นี่คือสัญญาณเตือน ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

Advertisements

Advertisements

ใครหน้ามืดบ้านหมุนบ่อยๆ นี่คือสัญญาณเตือน ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

อาการที่พบได้บ่อยๆ ของคนทั่วไป ซึ่งมักพบในกลุ่มวัยทำงานไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ ก็คือ อาการเวียนศีรษะ (Dizziness)

บางรายยังมีอาการปวดศีรษะ หน้ามืด ตาลาย และรุนแรงจนถึงขั้นทำให้เกิดอาการบ้านหมุนเอาได้ ทั้งนี้เป็นอาการที่เมื่อได้รับการพักผ่อนก็จะสามารถหายไปได้เอง

หากเป็นไม่บ่อยอาจจะมีสาเหตุมาจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด การดื่มสุรา อาการป่วยที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงไปจนถึงผลจากกรใช้ยาบางชนิด เหล่านี้ก็สามารถทำให้เกิดอาการได้

แต่ในบางกลุ่มที่มีอาการเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ควรเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่การบอกอาการเหล่านี้ให้แพทย์ฟัง ผู้ป่วยมักจะไม่สามารถบ่งชี้ถึงอาการได้อย่างแน่ชัด หรือเป็นการพูดรวมๆ ทำให้แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้โดยตรง

กลายเป็นว่าต้องรักษากันไปตามอาการที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ในบางการรักษาไม่ได้รับผลดีเท่าที่ควร หรือรักษาไม่ตรงกับอาการที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นก่อนอื่นหากพบอาการที่เกิดขึ้น ควรสังเกตตัวเองให้ดี ซึ่งจะแบ่งประเภทออกเป็นอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน อาการมึนงงทั่วไปเพียงอย่างเดียว อาการหน้ามือกระทันหันคล้ายจะเป็นลม และอาการไม่หน้ามืดหรือมึนงงใดๆ เพียงแต่ไม่สามารถทรงตัวได้ เหล่านี้ จะพบว่าเป็นอาการที่จะบ่งชี้ได้ถึงต้นตอของการเกิดที่แตกต่างกัน

ทางที่ดีผู้ป่วยเมื่อพบอาการของตัวเองจะต้องพยายามจดจำลักษณะที่เกิดขึ้นให้ได้ หากเป็นบ่อย แม้จะอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงก็ควรเข้ารับการตรจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนทำการรักษาได้ยาก

เวียนศีรษะบ่อยๆ สัญญาเตือนของการเกิดโรค

อาการเวียนศีรษะดังที่กล่าวไปข้างต้น เป็นอาการที่พบได้บ่อย และพบได้มากในวัยผู้สูงอายุ อาการนี้ไม่ใช่โรค ทว่าเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการเกิดโรคบางชนิดหากเป็นบ่อยๆ การรักษาให้ตรงจุดจะช่วยให้แพทย์ทราบได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร

การบอกอาการอยากถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นปัญหาในการสื่อสารของผู้สูงอายุที่ไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อได้รับยาไปตามอาการและไม่ดีขึ้นก็จะต้องเข้ามาพบแพทย์ใหม่ซ้ำอีกจนกว่าจะพบสาเหตุที่แน่ชัด

หลักในการตรวจของแพทย์ในปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนระบบวินิจฉัยใหม่เพื่อให้การค้นหาโรคทำได้ตรงเป้าหมาย จะมีการซักประวัติผู้ป่วย ตรวจร่างกาย สอบถามถึงโรคทางกรรมพันธุ์จากทางญาติพี่น้อง

หากยังไม่พบสาเหตุที่เกิดขึ้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างการทำ CT SCAN เพื่อหาความผิดปกติภายในสมอง การตรวจด้วยเครื่อง MRI หรือการทำ ABR test เพื่อทดสอบระบบประสาททางหู เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่การตรวจร่างกายก็จะสามารถพบต้นตอของปัญหาได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้

ลักษณะความผิดปกติทางร่างกายที่ทำให้เกิอากรเวียนศีรษะ

สำหรับกลไกลที่เกิดขึ้นจนทำให้รู้สึกเวียนศีรษะ บ้านหมุนหรือมีอาการมึนงงทรงตัวไม่อยู่ เหล่านี้ผู้ป่วยอาจจะต้องใช้เวลาในการพักรักษาตัวหลายชั่วโมงกว่าจะกลับมาหายเป็นปกติ แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงก็อาจจะต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะดีขึ้น

ซึ่งตัวการที่ทำให้เกิดภาวะเช่นนี้บางอย่างก็สามารถหายเป็นปกติเองได้ อย่างเช่นภาวะอักเสบของระบบประสาทที่ใช้ในการทรงตัว หรือบางกลุ่มก็มาจากโรคที่ร้ายแรงกลายเป็นอาการเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้นอกจากการใช้ยาเพื่อกดอาการเอาไว้ อีกทั้งในกลุ่มที่พบอาการแล้วไม่ยอมเข้ารับการรักษา อาจจะทำให้เสี่ยงอันตรายจนนโรคลุกลามเกินเยียวยาเอาได้

ซึ่งแพทย์จะแบ่งแยกสาเหตุออกเป็น 6 ชนิดด้วยกัน คือ การเกิดขึ้นจากระบบหูชั้นใน ระบบประสาทส่วนกลางของสมองซึ่งจะพบต้นตอมาจากโรคไมเกรนเป็นส่วนใหญ่

อาการที่มาจากภาวะทางจิต ระบบหมุนเวียนโลหิต ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและระบบประสาทส่วนปลาย และโรคเรื้อรังบางชนิดที่มีผลกับระบบเมตาบอลิซึ่มของร่างกาย เช่น โรคไต โรคตับ และความไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย เป็นต้น

ภาวะความผิดปกติทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่มักจะเป็นต้นตอของอาการบ้านหมุน แม้บางรายร่างกายจะสามารถปรับตัวและเยียวยาตัวเองได้ แต่ไม่นานก็จะสามารถกลับมาเป็นอีกได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุของอาการเวียนศีรษะ

เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการตรวจความผิดปกติซึ่งมาจากอาการเวียนศีรษะที่แตกต่างกันออกไป แพทย์จะต้องทำการซักประวัติอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบแน่ชัดถึงต้นตอว่ามาจากสาเหตุใดในข้างต้น

ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีการซักประวัติไปจนถึงอาการเจ็บป่วยที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ และลักษณะอาการที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ประวัติของโรคที่เป็น การแพ้ยา ยาที่รับประทานอยู่ พฤติกรรมในการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร ภาวะความเครียด และอื่นๆ

ต่อมาจะมีการตรวจร่างกายเพิ่มเติมโดยละเอียด โดยจะเน้นไปที่การตรวจการทำงานของหูชั้นในเพื่อหาความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน ไปจนถึงการตรวจเลือดเพื่อหาค่าความผิดปกติของตับ ไต และปริมาณเกลือแร่ในร่างกาย นอกจากนี้บางรายแพทย์จะทำการสังเกตการเคลื่อนไหว การทรงตัว โดยให้ทำท่าทางตามที่แพทย์สั่งประกอบในขั้นตอนการวินิจฉัยด้วย

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นหากไม่สามารถตรวจพบต้นตอว่าอาการเวียนศีรษะที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด แพทย์ก็จำเป็นที่จะต้องให้ยารักษาไปตามอาการก่อนเพื่อบรรเทาให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ แต่การให้ยาต่อเนื่องก็จะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยได้เช่นกัน เพราะเมื่อใดที่ไม่ได้รับประทานยาอาการก็จะกำเริบขึ้นมา หากยิ่งไม่พบสาเหตุก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักมากขึ้น และเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการทรงตัวได้

อันตรายจากบ้านหมุน ต้นตอของการเกิดโรคที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้น คือการบ่งชี้ถึงโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยทั่วไปโรคที่พบได้บ่อยจะมีดังต่อไปนี้

โรคไมเกรน

ไมเกรนเป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตที่ที่พบได้บ่อยในวัยหนุ่มสาว หนึ่งในอาการที่แสดงให้เห็นถึงโรคนี้คืออาการเวียนศีรษะ ปวดหัว อยากอาเจียน หากรุนแรงก็จะรู้สึกมึนงงจนบ้านหมุน ทำให้ต้องนอนพักไม่สามารถลุกขึ้นมาทำงานได้ หากอาการไม่รุนแรงมาก ผู้ป่วยก็จะสามารถหายจากอาการได้เองหลังการพักผ่อน 3-4 ชั่วโมง แต่บางรายที่เป็นหนักอาจจะเป็นบ่อยครั้งและใช้เวลา 2-3 วันกว่าจะหาย ในรายเหล่านี้จำเป็นต้องมีการใช้ยาลดอาการปวดไมเกรนร่วมด้วย บวกกับหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอก

โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด

โรคนี้จะสามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจด้วยวิธี Dix-Hallpike ขณะตรวจผู้ป่วยจะเกิดอาการเวียนศีรษะขึ้นมาเนื่องจากถูกกระตุ้นด้วยเครื่องมือพิเศษนี้ จากนั้นแพทย์จะทำการสังเกตความผิดปกติของดวงตา การกระตุกของลูกตาข้างใดข้างหนึ่งก็จะทำให้แพทย์ทราบได้ว่ากินปูนที่หลุดออกมานั้นมาจากหูข้างใด ส่วนในขั้นตอนของการรักษา บางครั้งอาการเวียนศีรษะจะสามารถหายไปได้เองภายใน 2-3 อาทิตย์ แต่ก็จะกลับมาเป็นบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อการทำงานในชีวิตประจำวัน

เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นจะเข้ามาโดยไม่มีอะไรบอกกล่าวล่วงหน้า การรักษาจึงต้องใช้วิธีบำบัด โดยมีเป้าหมายให้หินปูนกลับเข้าไปอยู่ในตำแหน่งเดิมของมัน จะทำการรักษาโดยนักกายภาพบำบัดทางศีรษะโดยตรง และจะต้องคอยบอกให้ผู้ป่วยระมัดระวังอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากการหมุนศีรษะไปมาในระหว่างการบำบัดด้วยตัวเองจากที่บ้าน

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้บ่อย เมื่อเกิดอาการผู้ป่วยจะรู้สึกเวียนศีรษะ หูอื้อ บางรายก็มีอาการรุนแรงจนรู้สึกคลื่นไส้ บ้านหมุน ไม่สามารถทรงตัวได้ ต้องนอนพักผ่อนจนอาการทุเลาลง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และจะกลับมาเป็นปกติได้ภายใน 3-5 ชั่วโมง ส่วนใหญ่การตรวจหาโรคนี้ยังไม่แน่นอน

เนื่องจากเครื่องมือที่ตรวจสอบไม่แม่นยำมากพอ นอกจากการตรวจโดยตรงเข้าไปที่คลื่นไฟฟ้าภายในหูชั้นใน หรือการตรวจความสามารถในการทรงตัวที่จะช่วยระบุคามชัดเจนของโรคนี้ได้

ที่น่าเป็นห่วงไปกว่านั้นคือโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้นอกจากการดูแลตัวเองและให้ยาตามอาการเมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะ อีกทั้งยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดว่ามาจากความผิดปกติใด ผู้ป่วยจะต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคนี้ที่เป็นๆ หายๆ อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงที่มาจากยาได้

การดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียดจะทำให้อุบัติการณ์ของโรคเบาบางลง และจะมีอาการไม่บ่อยนัก โดยเฉลี่ยเพียงปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น

ภาวะความเครียดหรือโรคเครียด

ความเครียดแม้ไม่ใช่โรค แต่หากเป็นบ่อยๆ จนกลายเป็นความเครียดสะสมที่เรื้อรัง พบเจออะไรก็เกิดความเครียดได้ง่าย เราก็สามารถเรียกมันว่าโรคเครียดได้เช่นเดียวกัน ซึ่งความเครียดที่สะสมนี้จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางจิตใจ หรือกลายเป็นโรคทางจิตเวชขึ้นมา หากอาการยังอยู่ในเบื้องต้นไม่รุนแรงจะสามารถหายไปได้เอง

ทว่าในกลุ่มที่ไม่สามารถปรับพฤติกรรมของตนเองได้จะส่งผลกระทบต่อระบบการหายใจ สังเกตได้ว่าคนที่หายใจผิดปกติซึ่งจะเป็นการหายใจเร็วในช่วงสั้นๆ ส่งผลให้ออกซิเจนไม่เลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ จนเกิดอาการปวดและเวียนศีรษะ

หากไม่รีบปรับสภาพจิตใจ จะยิ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้น รู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม แน่นเกร็งบริเวณหน้าอก มือและเท้าชาเย็นแต่มีเหงื่อออก มือเริ่มจีบเกร็งคล้ายอาการชัก ในช่วงนี้ผู้ป่วยจะยิ่งหายใจถี่เร็วขึ้น อาการทุเลาลงจะรู้สึกเหนื่อยหล้าและหมดแรงจนต้องนอนพัก

การรักษายังไม่มียาที่ช่วยกดอาการนอกจากการสอนวิธีหายใจให้ช้าลง พยายามปล่อยวางความเครียดโดยการฟังเพลง นั่งสมาธิหรือสวดมนต์ และหันมาปรับมุมมองความคิดตัวเองใหม่ให้อยู่ในทางบวกมากขึ้น ก็จะช่วยลดการเกิดอาการของโรคนี้ได้ เพราะถ้าหากมีอาการบ่อยครั้งจะมีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะเกิดภาวะเครียดจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า เก็บตัวและรู้สึกหวาดกลัว ดังนั้นบางรายจึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาโดยใช้ยาทางจิตเวชเป็นตัวช่วยให้สมองผ่อนคลายมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าอาการบ้านหมุนหรือเวียนศีรษะในบางครั้งอาจจะไม่ใช่แค่อาการที่มาจากความเหนื่อยล้าหรือความตึงเครียดของร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่มันกลับกลายเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมากมายที่เรามองข้ามไป กว่าจะรู้ตัวอีกทีการรักษาก็ต้องเข้าสู่ช่วงที่โรคลุกลามจนมีความรุนแรงจนอาจจะทำลายสุขภาพของผู้ป่วยมากแล้ว

ดังนั้นหากพบอาการบ่อยๆ ทางที่ดีที่สุดคือการเข้ารับการตรวจจากแพทย์ และหมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีพร้อมร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง


ที่มา...http://www.saraupdate.com/16749

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น