WHAT'S NEW?
Loading...


ชาดอกคาโมมายล์ ดื่มง่าย รสชาติไม่เข้มข้นมาก มีกลิ่นที่หอมละมุนละไม และ สามารถดื่มได้เป็นประจำ และที่สำคัญให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมถึงความสวยความงามด้วย

- ชาคาโมมายล์จะช่วยเพิ่มระดับของไกลซีน ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและช่วยให้นอนหลับสนิทยิ่งขึ้น

- ช่วยคงระดับกลูโคสในร่างกาย ส่งผลให้ในตอนเช้าที่ตื่นมาไม่รู้สึกหิวโหยเหมือนคนอดนอน ลดความเสี่ยงในการกินอาหารอย่างไม่แคร์ความอ้วนได้เป็นอย่างดี

- ผ่อนคลายความเครียด เพิ่มความสดชื่น

- กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

- ช่วยรักษาและป้องกันโรคกระเพาะและระบบทางเดินอาหาร

- ลดอาการปวดท้องประจำเดือน

- ลดอาการจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ

- ลดอาการอักเสบทั้งภายนอกภายใน อาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ

- ช่วยรักษาแผล ลดอาการอักเสบของผิวหนัง

- ช่วยลดอาการอักเสบของสิว ลดรอยแผลเป็นจุดด่างดำจากสิว

- ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณ

- ดอกชาคาโมมายล์ที่เหลือจากการชงชาสามารถนำมาประคบกับหน้าหรือนำมาพอกหน้าเพื่อช่วยให้ผิวหน้าสะอาด ลดการอักเสบบริเวณผิวหน้าได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผิวพรรณสดใส แถมยังช่วยลด รอยแดง และจุดด่างดำจากสิว


ข่าวดีสำหรับผู้ชื่นชอบขนมและของหวาน เพราะคุณยังสามารถเอร็ดอร่อยกับวาฟเฟิลและเบเกิลได้ในขณะที่กำลังลดน้ำหนัก เริ่มต้นวันใหม่ของคุณด้วยมื้อเช้าเพื่อสุขภาพแคลอรี่ต่ำ ไปจนถึงมื้อกลางวันและมื้อเย็นซึ่งจะทำให้คุณลดปริมาณแคลอรี่ได้ถึง 1500kcal ต่อวันเลยทีเดียว

1. วาฟเฟิลบลูเบอร์รี่ และน้ำเชื่อม

ส่วนผสม : บลูเบอร์รี่แช่แข็ง 1/3 ถ้วยตวง

น้ำเชื่อม 2 ช้อนชา

แป้งวาฟเฟิลสำเร็จรูป ชนิดธัญพืช

ถั่วชนิดต่างๆ ตามใจชอบ 1 ช้อนชา

วิธีทำ : นำบลูเบอร์รี่และน้ำเชื่อมเข้าไมโครเวฟประมาณ 2-3 นาทีจนเบอร์รี่ละลาย จากนั้นนำวาฟเฟิลไปปิ้ง และราดด้วยซอสบลูเบอร์รี่ ตกแต่งหน้าตาของวาฟเฟิลให้สวยงามด้วยเมล็ดถั่วที่ชื่นชอบ

2. ออมเล็ตผักโขมและแฮม

ส่วนผสม : ไข่ไก่ 1 ฟอง ไข่ขาว 2 ฟอง

เบคอนสุกสไลด์ 2 แผ่น สับเป็นชิ้นเล็กน้อย

ผักโขมอ่อน 1 ถ้วย

สเปรย์น้ำมัน

ขนมปังโฮลเกรนปิ้ง 1 แผ่น

เนย 1 ช้อนชา

วิธีทำ : นำไข่ เบคอน และผักโขมมาตีรวมกัน ฉีดสเปรย์น้ำมันนกระทะและนำส่วนผสมไข่ลงไปทอดจนสุก ตักขึ้นใส่จานพร้อมเสิร์ฟด้วยขนมปังปิ้งและเนย

3. ไอศกรีมฟักทองกราโนล่า

ส่วนผสม : โยเกิร์ตไขมันต่ำรสธรรมชาติ 1 กระปุก (6 ออนซ์)

น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา

ผงปรุงรสพายฟักทอง

กราโนล่าอัดแท่ง ป่นพอประมาณ 1 แท่ง

ฟักทองกระป๋อง 1/2 ถ้วย

วิธีทำ : นำโยเกิร์ต น้ำผึ้ง และผงปรุงรสฟักทอง มาผสมรวมกันในชาม เตรียมถ้วยหรือแก้วสำหรับใส่ส่วนผสม จากนั้นค่อยๆจัดเรียงชั้นด้วยโยเกิร์ตที่ผสมไว้เป็นฐาน นำกราโนล่าป่นหยาบวางในชั้นที่ 2 และปิดท้ายด้วยฟักทองบด

4. เบเกิลครีมชีส และมะเขือเทศ

ส่วนผสม : เบเกิลโฮลเกรนสำเร็จรูป 1 ชิ้นเล็ก

ครีมชีสไขมันต่ำ 1ช้อนโต๊ะ

มะเขือเทศหั่นบาง 2 ชิ้น

เกลือ และพริกไทป่น

วิธีทำ : หั่นเบเกิลสำเร็จรูปเป็น 2 ชิ้นและนำไปปิ้งเพียงด้านเดียว จากนั้นทาด้วยครีมชีส และตกแต่งด้วยมะเขือเทศ ปรุงรสด้วยเกลือกับพริกไทดำให้มีรสชาติ และมีกลิ่นหอมตามใจชอบ

5. แพนเค้กกล้วย และเนยถั่ว

ส่วนผสม : กล้วยหั่นเป็นชิ้น ครึ่งลูก

เนยถั่ว 2 ช้อนชา

แป้งแพนเค้กโฮลเกรนสำเร็จรูป 1/3 ถ้วยตวง

น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

วิธีทำ : นำกล้วยกับเนยถั่วไปผสมกับแป้งแพนเค้ก และตีจนส่วนผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ราดแป้งแพนเค้กลงบนกระทะและรอจนสุกทั้งสองด้าน ตักใส่จานและทานคู่กับน้ำผึ้ง


มาบอกลาไข้หวัดด้วยอาหาร 5 ชนิดเหล่านี้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารกันเถอะ เพราะเมื่อใดที่คุณรู้สึกคัดจมูก และไม่สามารถหยุดไอได้ แน่นอนว่ายาแก้ไข้หวัดอาจจะอยู่ในห้องครัวของคุณ แต่ Kathy McManus ผู้อำนวยการ the department of nutrition at Brigham and Women's Hospital in Boston ได้กล่าวว่า “อาหารบางชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและช่วยให้คุณมีสุขภาพดี” และนี่ก็คืออาหาร 5 ชนิดที่จะช่วยคุณกำจัดและบอกลาไข้หวัดทั้งหลาย

โฮลเกรน

โฮลเกรน หรือธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี ธัญพืชชนิดนี้เต็มไปด้วยซิงค์ซึ่งมีความสำคัญในการรักษาระบบภูมิคุ้มกัน ลองเปลี่ยนจากการทานสปาเก็ตตี้ธรรมดามาเป็นเส้นสปาเก็ตตี้แบบโฮลเกรนผัดซอมะเขือเทศ หรือจะเปลี่ยนเป็นทานข้าวกล้องคู่กับผักต่างๆ

กล้วย

กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี6 ซึ่งจะช่วยในการต่อสู้กับอาการอักเสบและติดเชื้อ ลองนำกล้วยมาหั่นเป็นแว่นๆ และทานคู่กับซีเรียลโฮลเกรนก็เอร็ดอร่อยเลยทีเดียว

พริกป่น

สารเหล่านี้คือสารที่ให้ความเผ็ดซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำมูกที่อยู่ในโพรงจมูก คุณจะสามารถหายใจได้เป็นปกติมากขึ้นเพียงแค่เหยาะผงปรุงรสเหล่านี้ลงไปในซุปชนิดต่างๆ

มันฝรั่งหวาน

มันฝรั่งเป็นหนึ่งในผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารเบต้าเคโรทีน ซึ่งจำเป็นต่อร่างกายในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อมาต่อสู้กับเชื้อโรค อาหารที่แนะนำก็คือมันฝรั่งบด หรือมันฝรั่งอบ

กระเทียม

สารอัลลิซิน ส่วนประกอบหลักที่อยู่ในกระเทียม จะช่วยทำลายไวรัสโดยการยับยั้งเอนไซม์ที่เป็นสารตั้งต้นของเชื้อโรค ลองนำกระเทียมไปประยุกต์ทานคู่กับซีซาร์สลัด หรือ ซอสเพสโต้

fitnessmagazine.com


ผู้ที่ชื่นชอบอาหารแปรรูปพร้อมรับประทานประเภทหมูหวาน หมูแผ่น เนื้อเค็ม คงต้องระวังกันหน่อย เพราะล่าสุดมีการทดสอบโดยศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จาก 14 ตัวอย่าง ร้อยละ 100 พบสารไนเตรทและไนไตรท์

ในขณะที่ อย. ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานในการใส่สารไนเตรทและไนไตรท์ในผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มนี้

การรับประทานอาหารที่มีการใช้ไนเตรทและไนไตรท์ในปริมาณมากอาจส่งผลกับสุขภาพในระยะยาว อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ ไต กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับอ่อน และทางเดินหายใจได้ กรณีผู้ที่มีอาการแพ้อาจส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หมดสติหรือเสียชีวิตได้

รู้แบบนี้แล้วคนที่ชอบทานคงต้องรับประทานให้น้อยลง หรือเปลี่ยนยี่ห้อบ้าง เพื่อจะได้ลดการสะสมของสารไนเตรทและไนไตรท์

อยากรู้ยี่ห้อไหนมีสารนี้มากน้อยเท่าไหร่เข้าดูได้ที่เว็บไซด์ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันก็มีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพชนิดอื่นๆ เกิดขึ้นมากพอสมควรเนื่องจากผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ชาเขียว และชาขิง

ชาขิง เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากมายที่จะทำให้สุขภาพร่างกายของคุณแข็งแรง ปราศจากโรคภัย เนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณร้อยแปด เราลองมาดูกันเถอะว่าสรรพคุณที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง

1. ช่วยในการขับถ่าย

ขิงช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น หากคุณดื่มชาขิงเป็นประจำนั้นจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังปกป้องระบบขับถ่ายของเราจากโรคต่างๆ เช่น ท้องร่วง ท้องผูก อาการคลื่นไส้อาเจียน และโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

2. เพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบภูมิคุ้มกัน

เนื่องจากในขิงประกอบไปด้วย สารจินเจอรอล (สารให้ความเผ็ดในขิง) และโวกาออล ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรคต่างๆ

3. พัฒนาการทำงานของสมอง

ขิง มีประสิทธิภาพในการต่อต้านภาวะเครียดที่เกิดจากกการออกซิเดชัน อาการอักเสบ และการตายของเซลล์ ดังนั้นขิงจะสามารถช่วยเสริมสมรรถภาพการทำงานของระบบความจำและระบบประสาทในการรับรู้ ซึ่งจะได้ผลมากขึ้นในกรณีของสตรีวัยกลางคน

*ภาวะเครียดที่เกิดจากการออกซิเดชัน คือการที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ภายในเซลล์ของสิ่งที่มีชีวิต เช่น รวมตัวกับดีเอ็นเอ ทำให้โมเลกุลของดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลงไป

4. ประสิทธิภาพในการต่อสู้กับมะเร็ง

มีงานศึกษาวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่าขิงมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ซึ่งทำงานโดยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง การยับยั้งมะเร็งด้วยการรับประทานขิงนั้นจะมีผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมต่อมะเร็งตับ กระเพราะปัสสาวะ ผิวหนัง ต่อมลูกหมาก ปอด และมะเร็งตับอ่อน

5. ยาชั้นดีในการต้านอาการอักเสบ หรือแพ้

ส่วนประกอบในขิงสามารถใช้เป็นยาป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้อ และข้อกระดูกได้เช่นเดียวกัน

6. การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

นอกเหนือจากสรรพคุณทั้ง 5 ข้อที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ขิงยังช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น และช่วยบรรเทาอาการจากโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันเส้นเลือด คราบและสิ่งสกปรกในหลอดเลือดแดง และยังป้องกันโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

สูตรทำชาขิงให้ได้รสชาติและกลิ่นหอมน่าลิ้มลอง

คุณสามารถทำได้ด้วยวัตถุดิบในครัวเรือน โดยเตรียมพระเอกของงาน ขิงสดสไลด์บางๆ 4-6 ชิ้น น้ำผึ้ง น้ำสะอาด 1 ถ้วย และกระทะเคลือบเซรามิก

สำหรับวิธีทำก็ง่ายแสนง่าย อันดับแรกตั้งกระทะและเทน้ำสะอาดลงไป ตามด้วยขิงสดและรอจนเดือดก่อนจะเบาไฟลง จากนั้นค่อยๆ เคี่ยวเป็นเวลา 15 นาที ยกกระทะลงและพักไว้ให้เย็นสักครู่จึงตักใส่แก้ว และคุณยังสามารถเทน้ำผึ้งได้ตามใจชอบเพื่อรสชาติที่ดีขึ้นค่ะ

Source: www.homehealthyrecipes.com www.foodnetworksolution.com


สาวๆ หลายคนอาจละเลยการล้างจุดซ่อนเร้น เพราะมองว่าน้ำเปล่าอย่างเดียวก็เพียงพอ บ้างก็ว่าสบู่ที่ใช้ชำระล้างผิวกายก็ใช้ได้ จึงเกิดเป็นข้อสงสัยว่า ควรทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นของคุณผู้หญิงอย่างไรให้ถูกวิธี แล้วทำไมการใช้น้ำเปล่าอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ซึ่งต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหงื่อไคลในชีวิตประจำวัน ทั้งกิจกรรมที่ทำ สภาพอากาศ การสวมใส่เสื้อผ้า ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย เชื้อรา จนทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์บริเวณจุดซ่อนเร้น ซึ่งสาเหตุนั้นมีมากมาย ดังนี้...

- การทำความสะอาดที่ไม่เพียงพอ หลังจากเสร็จสิ้นธุระหนัก หรือธุระเบา ควรดูแลจุดซ่อนเร้นด้วยการใช้กระดาษชำระซับให้แห้งสะอาดทันที และควรเช็ดจากด้านหน้าไปทางด้านหลัง อย่าเช็ดจากด้านหลังมาด้านหน้าเด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคที่ตกค้างจากอุจจาระเข้าสู่ช่องคลอด

- การสวมกางเกงใน หรือเสื้อผ้าที่คับรัดจนเกินไป เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เหงื่อออกตามจุดอับต่างๆ จึงทำให้จุดซ่อนเร้นมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ขึ้นมาได้ ควรเลือกสวมกางเกงใน หรือเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดี และไม่คับอัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้อากาศในบริเวณนั้นระบายได้สะดวก

- ในช่วงมีประจำเดือน ปากมดลูกนั้นเปิดขยายอยู่ จึงทำให้เชื้อโรคหรือแบคทีเรียบุกเข้าไปได้ง่ายกว่าช่วงเวลาปกติ หากดูแลจุดซ่อนเร้นไม่ดี อาจจะเป็นสาเหตุให้มดลูกและปีกมดลูกเกิดการติดเชื้อได้ วิธีที่จะปกป้องจุดซ่อนเร้นให้ห่างจากการติดเชื้อ คือ ทำความสะอาดให้หมดจด เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เพื่อช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียแล้ว

- จุดซ่อนเร้นเสียสมดุล เพราะจุดซ่อนเร้นมีกรดแลคติค ที่ช่วยปรับสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดให้เป็นกรดอ่อนๆ ทำหน้าที่ป้องกันการเข้ามารุกรานของเชื้อโรคต่างๆ หากกรดแลคติค ภายในจุดซ่อนเร้นลดลงก็อาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ขึ้นมาได้ ซึ่งสาเหตุนี้เกิดมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง

นอกจากนี้คุณสาวๆ จำนวนไม่น้อย ต้องพบเจอกับปัญหาตกขาวที่เกิดจากเชื้อราในช่องคลอด จะมีสีขาวหรือเหลือง และเป็นก้อนคล้ายนมบูด มีกลิ่นเหม็นอับ ปัสสาวะแสบขัด โดยช่องคลอดจะเกิดการระคายเคืองจนทำให้คันยิบๆ แทบทนไม่ได้ ซึ่งบางท่านมีอาการรุนแรงมากคันมาถึงบริเวณขาหนีบและมีอาการแสบแดง ซึ่งถ้าตกขาวมีสีเขียวปนเหลือง เป็นฟองมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ และมีอาการคันร่วมด้วยแล้ว ให้นึกถึงโรคพยาธิในช่องคลอด โดยสาเหตุต่างๆ ของการเกิดเชื้อราในช่องคลอด มีดังนี้

- เกิดจากความอับชื้น ถ้ายิ่งรัด ยิ่งอับ เชื้อราจะมาได้ง่าย และหากยิ่งเราใช้สบู่ที่มีค่า pH ไม่สมดุลร่วมด้วย เชื้อโรคดีๆ ในช่องคลอดของเราก็จะถูกทำลาย ซึ่งเมื่อไม่มีอาวุธมาต่อสู้กับเชื้อราแล้วก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน

- การใส่แผ่นอนามัย โดยไม่เปลี่ยนระหว่างวันหรือใส่เป็นเวลานานๆ เพราะแผ่นอนามัยจะทำให้ยิ่งเกิดความอับชื้นเป็นทวีคูณ ซึ่งข้อนี้คุณหมอแนะนำว่า หากไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีรอบเดือนไม่ควรใส่แผ่นอนามัยจะดีกว่า

- ยาปฏิชีวนะ บางท่านเป็นหวัดเรื้อรัง หรือเป็นสิว ต้องกินยารักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัวยาจะไปทำลายเจ้าเชื้อแบคทีเรีย “แลคโตบาซิลลัส” ที่มีหน้าที่ฆ่าเชื้อราในช่องคลอด ทีนี้จึงเป็นโอกาสให้เชื้อราเจริญเติบโตอยู่ภายในช่องคลอด ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมา ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรรับประทานยาปฏิชีวนะ ติดต่อกันเป็นเวลานาน

และอีกสาเหตุที่หลายท่านกังวลใจ เนื่องจากโรคดังกล่าวมักไม่ได้ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ และสำหรับสิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าจะเกิดโรคนี้ขึ้นกับตัวเอง มีดังต่อไปนี้...

1. เบื้องต้นแนะนำว่าให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากเข้าไว้ เพราะ “แลคโตบาซิลลัส” ช่วยคุณได้

2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ

3. ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มี pH สมดุล และมีส่วนผสมของแลคโตบาซิลลัส

4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เวลาซักทำความสะอาดแล้ว ควรตากในที่แดดส่องถึง

5. สำหรับคนที่เริ่มมีอาการของโรคช่องคลอดติดเชื้อรา ควรเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด หรือควรต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที แล้วตากแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้ใหม่

6. อาการของโรคสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารับประทาน และยาสอดหรือยาเหน็บ แต่วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์ด้วยตัวเอง ไม่แนะนำให้ซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจจะไม่ตรงกับโรค ทำให้อาการที่เป็นอยู่อาจยิ่งลุกลามและรุนแรงขึ้นอีกได้

ที่สำคัญเมื่อเกิดอาการแล้วก็ไม่ควรปล่อยปละละเลย เพราะอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามเกิดการอักเสบ เป็นฝีที่ปีกมดลูกต้องผ่าตัด จนถึงขั้นต้องตัดมดลูกหรือปีกมดลูกทิ้ง ดังนั้นหากพบสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับการตกขาวต้องรีบรักษาหรือพบแพทย์โดยด่วน

รวมทั้งการหันมาใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะ ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ใกล้เคียงกับธรรมชาติของจุดซ่อนเร้น เพื่อรักษาสมดุลและป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากภายนอก จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความสะอาดตรงจุดซ่อนเร้นได้เป็นอย่างดี เพื่อความสะอาดอย่างอ่อนโยน และทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของคุณสดใส มั่นใจ ยิ่งขึ้น

โดยแพทย์หญิงศุภกัญญา สุภาสัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ผิวหนัง ความงาม และการชะลอวัย ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย บริษัท โฟร์ฮันเดรท จำกัด


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสมองนั้นคืออวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งในร่างกาย โดยเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งและเป็นตัวแทนศูนย์กลางการควบคุมร่างกาย หน้าที่และความรับผิดชอบของสมองนั้นมีอยู่มากมายเช่นเดียวกันกับข้อมูลต่างๆ ที่คุณต้องเก็บไว้จำนวนมหาศาล

ดังนั้นโครงสร้างอันเปราะบางของสมองจึงสามารถได้รับอันตรายได้อย่างง่ายดาย มิหนำซ้ำยังจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอีกมากมาย และนี่ก็คือพฤติกรรมทั้ง 10 ชนิดที่มีส่วนในการทำลายสมองซึ่งเผยแพร่โดยองค์กรอนามัยโลก

1. ไม่กินข้าวเช้า

อาหารเช้าคือมื้ออาหารที่มีความสำคัญมากที่สุด แต่คุณคงรู้ดีว่ายังมีผู้คนอีกมากที่ติดนิสัยหลีกเลี่ยงการกินอาหารเช้า รวมไปถึงกลุ่มที่มีแนวโน้มต้องการลดปริมาณน้ำตาลในเลือด อย่างไรก็ตาม หลังจากการอดอาหารในมื้อเย็น และยังลามมาถึงการอดหารในมื้อเช้านั้นจะทำให้สมองขาดสารอาหารที่จำเป็น หากทำเช่นนี้จนเป็นนิสัยแล้วล่ะก็ เตรียมใจไว้ได้เลยว่าสมองของคุณกำลังเสี่ยงอันตรายอยู่นั่นเอง!

2. นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

การที่คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นระยะเวลายาวนานนั้นจะส่งผลให้สมองตายเร็วขึ้น การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ถูกต้องและช่วยซ่อมแซมร่างกายจากความเครียดตลอดทั้งวัน ดังนั้น การนอนหลับจึงควรอยู่ในลำดับความสำคัญต้นๆ ของคุณ

3. บริโภคน้ำตาลมากเกินไป

น้ำตาลต่างเป็นส่วนประกอบหลักที่ซ่อนอยู่ในเครื่องดื่มและอาหารที่คุณบริโภคอยู่ทุกวัน หากลองลดปริมาณน้ำตาลดูบ้าง แน่นอนว่าคุณจะมีสุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากจะทำลายความสามารถของร่างกายในการดูดซึมสารอาหาร และจะนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นความผิดปกติของสมอง

4. กินเยอะเกินไป

แน่นอนว่าการกินเยอะๆ นั้นจะเพิ่มน้ำหนักในร่างกายของคุณ ท้องอืด ทำลายความมั่นใจในตัวเองและอำนาจในจิตใจ นอกจากนี้ยังส่งผลให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว

5. สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ เป็นหนึ่งในนิสัยที่มีความอันตรายสูง นอกจากผลกระทบข้างเคียงอื่นๆ แล้ว มันยังก่อให้เกิดการหดตัวของสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อม อาทิ โรคอัลไซเมอร์

6. นอนคว่ำหน้า

อาจฟังดูแปลกสำหรับบางคน แต่การนอนคว่ำหน้าจะลดปริมาณออกซิเจนในขณะที่หลับ คุณอาจจะรู้สึกเวียนหัวหรือรู้สึกว่ากำลังขาดอากาศ นอกจากนี้ การนอนคว่ำหน้ายังจะนำไปสู่อัตราเสี่ยงของการสูดเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในปริมาณมากเกินไป

7. มลพิษทางอากาศ

หากคุณไม่สามารถเดินทางไปในที่ต่างๆ กับหน้ากากหายใจได้ตลอดทั้งวัน คุณก็คงไม่สามารถปกป้องตัวเองจากมลพิษได้เท่าที่ควร ระบบสมองที่สมบูรณ์นั้นต้องการปริมาณออกซิเจนจำนวนมหาศาล ดังนั้นการสูดดมมลพิษเข้าไปในร่างกายมากๆ นั้นจะลดปริมาณออกซิเจนให้น้อยลง และส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพการทำงานของสมองในที่สุด

8. สมองทำงานหนักในขณะที่ป่วย

การอาศัยอยู่ในโลกที่ทุกคนไม่มีเวลาและต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลานั้น ผู้คนจำนวนมากจึงต้องทำงานต่อไปในขณะที่ป่วยและเลือกที่จะไม่พักผ่อน อย่างไรก็ตาม ความเจ็บป่วยเป็นสัญญาณที่กำลังบ่งบอกว่าร่างกายและสมองต้องการหยุดพัก ดังนั้นหากคุณยังดันทุรังทำงานต่อไปก็อาจจะมีผลต่อสมองและก่อให้เกิดความเจ็บป่วยเช่นเดียวกัน

9. ไม่พูดไม่จา

การพูดคุยจะช่วยสนับสนุนในเรื่องพัฒนาการและการเจริญเติบโตของสมอง ดังนั้นการพูดคุยอย่างชาญฉลาดก็จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับสมอง และการทำงาน

10. ขาดการกระตุ้นความคิด

การคิดวิเคราะห์ช่วยให้การทำงานของระบบสมองพัฒนาขึ้น ดังนั้นอาวุธชิ้นนี้จึงสามารถพัฒนาสมองและช่วยเปิดหนทางสู่จิตใจได้อย่างชาญฉลาด

การยืดหยุ่นและปรับตัวของสมองยืนยันให้เห็นว่าการทำงานของจิตใจค่อยๆ ดีขึ้น มิฉะนั้นสมองของคุณจะค่อยๆ หดตัวและทำให้คุณค่อยๆ สูญเสียความสนใจ ความพยายามที่น้อยลงก็จะลดทักษะความสามารถของคุณเช่นกันนั่นเอง

เห็นมั้ยล่ะว่าสมองเป็นอาวุธที่ล้ำเลิศขนาดไหน ดังนั้นจงรักษาสมองของคุณไว้ และหาทางพัฒนาสมองในวิธีอื่นๆ ต่อไป เช่นนั้นแล้ว อวัยวะในร่างกายส่วนนี้ก็จะสร้างปาฏิหาริย์ให้คุณได้เห็นแน่ๆ

www.healthyfoodhouse.com


หากคุณกำลังมองหาวิธีที่ได้ผลในการล้างสารพิษออกจากไตอยู่ล่ะก็ ลองสละเวลาเพื่ออ่านบทความนี้กันดูค่ะ เนื่องจากกระเจี๊ยบคือพืชที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศอังกฤษ ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา และในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดก็รู้จักกระเจี๊ยบกันในชื่อว่า “นิ้วของหญิงสาว

พืชชนิดนี้มีคุณค่าทางสารอาหารที่ดีเยี่ยม โดยกระเจี๊ยบหนึ่งถ้วยจะให้พลังงานแคลอรี่จำนวน 30 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 2 กรัม, ไฟเบอร์ 3 กรัม, วิตามินซี 21 มิลลิกรัม, ไขมัน 0.1, คาร์โบไฮเดรต 7.6 กรัม, โฟเลต 80 มิลลิกรัม และแมกนีเซียม 60 กรัม ด้วยสารอาหารที่มากมายเช่นนี้ กระเจี๊ยบจึงหาซื้อได้ง่ายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่าคุณจะต้องรู้สึกแปลกใจกับคุณค่าทางสารอาหารของพืชที่เหมือนนิ้วของหญิงสาวนี้

ถึงแม้ว่ากระเจี๊ยบจะเป็นพืชผักเพื่อสุขภาพ แต่คุณก็ควรจะต้องหาวิธีปรุงกระเจี๊ยบให้ดีด้วยเช่นกันนะคะ อาจจะนำไปต้ม ทานดิบๆ ดอง ทอด หรือนำไปตุ๋นก็ดีไม่น้อยเช่นเดียวกัน

คุณประโยชน์ของกระเจี๊ยบนั้นมีตั้งแต่ ช่วยบรรเทาโรคหืด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ขจัดคอเรสเตอรอลชนิดร้าย บำรุงรักษาปัญหาเกี่ยวกับไตในการควบคุมโรคเบาหวาน นอกจากนี้กระเจี๊ยบยังช่วยเพิ่มปริมาณกลูโคสซึ่งสัมพันธ์กับการดูดซึมเข้าสู่ท้อง

และนี่ก็คือสูตรในการปรุงน้ำกระเจี๊ยบเพื่อสุขภาพซึ่งจะช่วยคุณลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

สำหรับสูตรน้ำกระเจี๊ยบนี้ เตรียมกระเจี๊ยบสดทั้งหมด 4 ผล ตัดขั้วออกและค่อยๆสไลด์ตามแนวยาว จากนั้นนำกระเจี๊ยบลงไปหมักในน้ำ 2-3 ถ้วยข้ามคืน และคุณก็จะได้น้ำกระเจี๊ยบสดไว้ดื่มในตอนเช้า หรือก่อนอาหารเช้า น้ำกระเจี๊ยบจะช่วยบรรเทาความอยากอาหารที่อาจเกิดขึ้นระหว่างวัน และคุณก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

www.healthyfoodhouse.com www.organichealthuniverse.com www.fhfn.org


หลายๆ คนที่กำลังลดน้ำหนักอาจจะมองว่าอาหารมื้อเย็นเป็นมื้อต้องห้าม งดการรับประทานไปเลยจะเห็นผล ซึ่งไม่ถูกต้องนัก นอกจากเสียสุขภาพ อาจเกิดตบะแตกรับประทานหนักกว่าเดิมอีก

การรับประทานอาหารมื้อเย็น ควรเลือกอาหาร และจัดสรรเวลาให้เหมาะสม

1. เวลา ควรจัดเวลาให้เหมาะ โดยรับประทานอาหารให้ห่างการเข้านอนซัก 2-3 ชม. เพื่อลดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย โรคกรดไหลย้อน

2. เลือกอาหาร หากไม่ได้ออกกำลังกายหนักๆ ควรลดปริมาณแป้งหรือข้าวลง เน้นธัญพืชต่างๆ ผักและผลไม้ ไม่ควรปรุงอาหารให้รสจัดจ้าน หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ไม่ควรรับประทานจนอิ่มแน่นเกินไป

ลองเลือกอาหารแคลอรี่ต่ำไว้รับประทานในมื้อเย็น

ต้มยำไก่ใส่เห็ดน้ำใส 80-100 แคลอรี่

เเกงเลียง 1 ถ้วย 115 แคลอรี่

ยำรวมมิตร 1 จาน 150-200 แคลอรี่

ยำไข่ต้ม ไข่ 2 ใบ 210 แคลอรี่

ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ ไม่ใส่กระเทียมเจียว 80-100 แคลอรี่

สลัดผักราม 150-200 แคลอรี่

ซุปหน่อไม้ 90 แคลอรี่

แกงส้มผักรวม 40-60 แคลอรี่

โจ๊กหมู 236 แคลอรี่

ส้มตำไทย 60 แคลอรี่

ยำวุ้นเส้น 120 แคลอรี่

แกงเห็ดรวม 90-100 แคลอรี่

ขนมจีนน้ำเงี้ยว 243แคลอรี่

ขนมจีนน้ำยา 332 แคลอรี่

วุ้นเส้นต้มยำ 245 แคลอรี่


เราคงรู้จักหรือได้ยินกันมาว่า สารเตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (THC) นั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ส่งผลให้เรารู้สึกเคลิบเคลิ้ม ซึ่งสารชนิดนี้พบได้ใน กัญชา มันมีหน้าที่รับผิดชอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกกระตุ้นด้วยความหิวมาเป็นความหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกัน เจ้าส่วนประกอบดังกล่าวนี้กลับมีคุณประโยชน์บางอย่างเช่นเดียวกัน โดยการศึกษาวิจัยใน Nature: Aging and Mechanisms of Disease พบว่า สาร THC นี้มีบทบาทในการต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์

ในขณะที่เราเริ่มเข้าสู่วัยชรา ปริมาณของโปรตีนที่ชื่อ เบต้า อมัยลอยด์ (Beta-Amyloid) ซึ่งพบในเซลล์สมองจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น โปรตีนพิษร้ายเหล่านี้สามารถขยายอณาจักรเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยโปรตีนเหล่านี้จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาหรืออาการอักเสบที่จะไปคร่าชีวิตของเซลล์เจ้าบ้าน (Host cell) และจบลงที่เซลล์ดังกล่าวนี้ไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ

ทว่านักวิจัยจากสถาบัน Salk แคลิฟอร์เนีย ค้นพบว่าสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoid) ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับ THC นั้นสามารถช่วยปกป้องสมองของเราได้ อันดับแรกนั้น สาร THC จะช่วยกำจัดเจ้าโปรตีน เบต้า อมัยลอยด์ (Beta-Amyloid) ทำให้เซลล์สมองยังคงมีชีวิตและทำงานต่อได้ และอันดับต่อมา สาร THC อาจช่วยอาการอักเสบและป้องกันไม่ให้อัลไซเมอร์ลุกลาม

ผลการศึกษานี้ได้มาโดยการทดลองการเติบโตของเซลล์ประสาทในห้องแลบ มิใช่จากในร่างกายมนุษย์ ดังนั้นมันอาจจะเร็วเกินไปในการกล่าวว่าสารใดจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณ แต่การทดลองนี้จะเป็นการปูทางไปสู่การรักษาโรคอัลไซเมอร์ในอนาคต ขณะเดียวกันนี้ คุณก็สามารถออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตร เพราะกิจกรรมการออกกำลังกายได้แสดงให้เห็นว่าช่วยเพิ่มปริมาณของสารเอ็นโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoids) ในสมองได้เช่นกัน

www.fitnessmagazine.com