WHAT'S NEW?
Loading...


ถอนพิษแมงป่องแบบเห็นผล ด้วยน้ำมะนาว-ผงชูรส ในสมัยก่อนนั้นคนชนบทจะถูกแมงป่องต่อยกันเยอะ บางคนแพ้พิษถึงขนาดต้องนอนรักษาอาการอยู่นานหลายวัน อ. ปาจิต แสนเหม อดีตครูบำนาญท่านหนึ่งเล่าประสบการณ์เคยถูกแมงป่องต่อยเจ็บปวดมาก และมีอาการแพ้พิษอย่างรุนแรงจนต้องนอนซมอยู่กับบ้าน พอญาติๆทราบเรื่องไปเยี่ยม

และแนะนำให้ใช้น้ำมะนาว-ผงชูรสกะจำนวนพอที่จะใช้ คนให้เข้ากัน จากนั้นเอาสำลีชุบน้ำแปะบริเวณรอยแผลที่ถูกแมงป่องต่อย จะรู้สึกตัวยาดูดพิษบริเวณที่ถูกต่อยตุ๊บๆชัดเจน

จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที อาการปวดและแพ้พิษจะหายได้เหลือเชื่อ จึงบอกต่อเป็นวิทยาทาน ส่วนจะได้ผลขนาดไหน ใครที่ถูกแมงป่องต่อยนำสูตรทดลองดู เพราะส่วนประกอบหาง่ายในครัวเรือน

มะนาว หรือ CITRUS AURANTIOLIA (CHRISTM. PANZWING) อยู่ในวงศ์ RUTACEAE มีสรรพคุณเฉพาะตามตำรายาแผนไทยคือน้ำมะนาวและผลดองแห้ง เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากมีวิตามินซี น้ำมะนาว เป็นกระสายยาสำหรับสมุนไพรที่ใช้ขับเสมหะ เช่น เข้ากับดีปลี เป็นต้น มีขายทั่วไปตามตลาดสด รวมทั้งผงชูรสด้วยด้วย

บทความจาก...... เพจ พระอาจารย์ นพดล อุ่นตา


6 วิธีกำจัดขน..เผยผิวสวยเรียบเนียน แม่สาวขนดกทั้งหลายอย่าไปโกรธสิ่งที่แม่ให้มาว่ามากเกินไป แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ต้องกลุ้มใจไปก่อนว่าชาตินี้ทั้งชาติคุณจะไม่ได้โชว์เรียวขาสวย หรือใส่เสื้อแขนกุดเหมือนคนอื่นเค้า เพราะการกำจัดขนนั้นมีมากมายหลายวิธีให้เลือกสวยได้ตามใจ มาดูวิธีที่เหมาะกับสาวๆกันเถอะ

1.การโกน เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ราคาถูกและรวดเร็ว เหมาะกับขนบริเวณขา รักแร้ และแนวบิกินี่ ควรเลือกใช้ใบมีดโกนที่สะอาด คม เป็นมีดโกนสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ก่อนโกนควรทำให้เส้นขนเปียกโดยการชโลมน้ำและใช้สบู่ ไม่ควรโกนขนก่อนออกกำลังกาย เล่นน้ำทะเล หรืออาบแดด เพราะจะทำให้ผิวหนังที่เพิ่งผ่านการโกนเกิดการระคายเคือง

หลังการโกนแนะให้ทาโลชั่นและตามด้วยแป้งเด็กเพื่อช่วยให้ผิวหนังบริเวณนั้นไม่อักเสบระคายเคือง สาวๆ ที่อยู่ในระหว่างมีรอบเดือนก็ควรงดการโกนขนเพราะในช่วงเวลานั้นผิวมักเซนซิทีฟกว่าช่วงเวลาที่ร่างกายมีฮอร์โมนปกติสมดุล การโกนอาจต้องทำบ่อยๆ เพราะขนมักจะขึ้นมาใหม่ภายใน 2 - 3 วัน

2.ใช้ขี้ผึ้งดึงขนหรือการแวกซ์ มีให้เลือกทั้งแบบร้อน แบบเย็น และแบบแผ่น หลักการโดยใช้สารเหล่านี้ตรึงขนแล้วดึงย้อนทิศทางของขนเหมาะกับขนที่ขา แนวบิกินี่และขนคิ้ว ข้อดีของการใช้ขี้ผึ้งคือผิวจะนุ่มกว่าการโกนและอยู่ได้นานกว่าประมาณ 6 - 8 สัปดาห์

3.การใช้สารเคมีถอนขน สารเคมีสามารถสลายโปรตีนในเส้นขน ทำใหเส้นขนบวม หัก ควรใช้เฉพาะบริเวณแขนขาเท่านั้น ไม่ควรใช้บริเวณใบหน้า โดยทาทิ้งไว้ 4 -15 นาที จึงล้างออก ข้อสำคัญก่อนใช้ควรทดสอบอาการแพ้สารเคมีนั้นก่อน ด้วยการป้ายครีมนั้นบนท้องแขนทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หากมีอาการระคายเคือง บวมแดง ไม่ควรใช้ครีมนั้น การใช้สารเคมีถอนขนนี้มักอยู่ได้ประมาณ 3 - 5 วัน

4.ทำลายรูขุมขนโดยการจี้ไฟฟ้า เป็นวิธีการทำกำจัดขนแบบถาวรที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังได้ ดังนั้นจึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแลเท่านั้น

วิธีนี้เรียกว่า Electrolysis ใช้การสอดเข็มลงไปที่รากขนทีละเส้นแล้วปล่อยกระเเสไฟฟ้าไปทำลายรากขน วิธีนี้ค่อนข้างเจ็บและใช้เวลานาน มีโอกาสเกิดแผลเป็นค่อนข้างมาก แต่มักใช้รักษาผู้ที่มีปัญหาขนงอกหลายเส้นในรูรากขนเดียวกัน

5.เปลี่ยนสีขนให้ดูบางลง เลือกเป็นสีทองหรือสีอ่อนให้เข้ากับผิว โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและไม่เป็นอันตรายต่อผิว รวมถึงเลือกสถาบันที่ให้บริการเปลี่ยนสีขนที่น่าเชื่อถือด้วยเพื่อความปลอดภัย วิธีนี้จะทำให้ผิวดูสว่างขึ้นเพราะเส้นขนไม่ได้มีสีเข้มเหมือนเก่า สีขนที่ย้อมจะอยู่ได้นานราว 1 - 3 เดือน (แล้วแต่บุคคล)

6. ใช้แสงความเข้มสูงและเลเซอร์ เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็วแต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ อาศัยพลังงานความร้อนจากแสงไปทำลายรากขนแบบเจาะจงบริเวณเซลล์สร้างสีที่เรียกว่าเมลาโนไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำแสงหรือตัวดุดพลังงานแสงให้มาอยู่เฉพาะที่รากขน

โดยก่อนทำจะทำหารทายาชาชนิดครีมก่อนเพื่อลดความรู้สึกเจ็บขณะทำ แต่นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างการใช้เเเสงเย็นก็ช่วยบรรเทาความรู้สึกเจ็บด้วยการใช้ความรู้สึกเย็นเข้ามาแทนที่ เมื่อทำติดต่อกันประมาณ 3 - 4 ครั้ง จะกำจัดขนได้อย่างถาวร (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

จะเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับความสะดวกของสาวๆ แล้วล่ะทีนี้่ เพื่อความปลอดภัยอย่าลืมศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญประกอบการตัดสินใจจะดีที่สุด

บทความจาก...... girldaily.com / ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก ศูนย์เลเซอร์ผิวหนังศิริราช


นอนถูกท่า ช่วยให้หน้าสวยได้ มาดูกันว่ามีท่าไหนบ้าง การนอนหลับที่ดีควรเป็นการนอนหลับอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมีความรู้สึกไม่สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในเวลากลางวัน ซึ่งการนอนหลับที่ดีที่ส่งผลต่อการมีผิวพรรณที่ดีนั้น ควรมีปัจจัยดังนี้

1.นอนถูกเวลาและปริมาณ

2.นอนถูกที่ ถูกสิ่งแวดล้อม

3.นอนถูกท่า

เดียวมาดูว่าท่านอนแบบไหนที่จะทำให้หน้าเราสวยบ้าง

นอนตะแคง

การนอนตะแคงเป็นท่านอนที่สาว ๆ ควรเลี่ยงค่ะ หรือถ้าติดเป็นนิสัยแล้วแนะนำให้นอนตะแคงขวา จะดีกว่าตะแคงซ้าย เพราะเป็นท่าที่หลับสบาย และด้านขวาร่างกายเราจะไม่กดทับหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานสะดวก เลือดไหลเวียนได้ดี ทั้งนี้สาว ๆ ควรปรับเปลี่ยนไม่นอนตะแคงทั้งคืนเพราะสาเหตุคือ อาจมีผลทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ เนื่องจากถูกการบีบกดกับหมอน หรือ ผ้าปูที่นอนเป็นต้น

นอนคว่ำ

การนอนคว่ำนั้นจะทำให้หน้าของเราถูกกดทับไปทั้งหน้า ทำให้ครีมที่ทาไว้ทั้งคืนอาจเปื้อนและระเหยออกไปติดหมอนได้ และประสิทธิภาพต่าง ๆ ของครีมก็ลดน้อยลง หากจำเป็นที่ต้องนอนคว่ำหน้าเช่น เวลาไปทำสปา หรือ นวดต่าง ๆ ควรใช้หมอนรองใต้หน้าอกเพื่อไม่ให้ปวดเมื่อยต้นคอ และกล้ามเนื้อคอ

นอนหงาย

ท่านี้เหมาะกับการนอนที่สุด เพราะใบหน้าจะไม่ถูกบีบรัดหรือรบกวนจากปลอกหมอน ทำให้เมื่อตื่นมาหน้าตาจะสดชื่นไม่มีริ้วรอยให้กังวลใจ แต่ทั้งนี้การนอนหงายก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอด และโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวกอาจทำให้มีอาการกำเริบได้

Cr: facebook.com/CelloxThailand


5 เมนูอาหารมื้อเช้า กินง่าย อร่อย อิ่มท้อง ไม่อ้วน!! สำหรับใครที่ไม่ชอบทานมื้อเช้าเลยยกมือหน่อยซิ! เรารู้นะว่ามีหลายคนเลยที่ไม่ทาน และด้วยเหตุผลสารพัด ตื่นไม่ทันบ้าง หรือบ้างคนยังคิดว่าทานมื้อเช้าจะทำให้อ้วน อันนี้คิดผิดอย่างแรง การที่ไม่ทานมื้อเช้าต่างหากที่จะทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะถ้าไม่ทานมื้อเช้า จะทำให้เราหิวมากและจะทำให้เรากินเยอะมากขึ้นในมื้อถัดไป เอาแล้วไง...เมื่อรู้ความจริงกันแล้ว เรามาเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมใหม่กันเถอะ หัดทานมื้อเช้าด้วย 5 เมนูคลีน ๆ ที่เราเอามาฝากวันนี้ดีกว่า ขอบอกว่าเตรียมของก็ง่ายใช้เวลาแป๊บเดียวก็ได้กินละ อิ่มกำลังดี ไม่อ้วนด้วยนะตัวเธอ!!

เมนูที่ 1 : ขนมปังโฮลวีท เนยถั่ว และกล้วย เนยถั่วคือไขมันดี เป็นโปรตีนที่ได้จากพืช ที่จะไปช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ ทาลงบนขนมปังโฮลวีทแล้ววางกล้วยหอมเป็นท็อปปิ้ง เมนูแนะนำสำหรับคนสร้างกล้ามเนื้อ แค่ชิ้นเดียว รับรอง อิ่มนานยันมื้อเที่ยงเลยค่ะ

เมนูที่ 2 : โยเกิร์ต + กล้วย เป็นเมนูที่เตรียมของได้เร็วมาก แค่หันกล้วยใส่ลงในโยเกิร์ตก็ทานได้แล้ว ง๊ายง่าย แถมหาซื้อก็ง่าย อย่าง 7-11 บางสาขาก็มีกล้วยขาย สะดวกได้อีก

เมนูที่ 3 : ไข่ดาวน้ำ ขนมปังโฮลวีท วันไหนขยันตื่นเช้าก็ลองหยิบกระทะมาทำครัวกัน ทอดไข่ดาวโดยใช้น้ำเปล่า หรือจะเอาเข้าไมโครเวฟก็ได้ เสร็จแล้วก็วางลงบนขนมปังโฮลวีท เพิ่มรสชาติด้วยพริกไทยนิดหน่อย อร่อยยย!!

เมนูที่ 4 : แพนเค้กจากกล้วย ข้าวโอ๊ต เป็นสูตรแพนเค้กที่ไม่ได้ใช้แป้งเลย แค่ใช้กล้วยหอม 1 ผล กับข้าวโอ๊ต 3 กำมือ ปั่นรวมกันแล้วเอาไปอบ ก็ได้แพนเค้กแล้ว กินกับผลไม้ที่ชอบ ฟินนนน!!

เมนูที่ 5 : น้ำเต้าหู้ เม็ดแมงลัก ผลไม้ตามชอบ นำเม็ดแมงลักไปแช่ในน้ำร้อนให้พองตัวก่อน แล้วใส่ในน้ำเต้าหู้ เลือกแบบหวานน้อย ตามด้วยผลไม้ที่ชอบ อร่อย อิ่มนาน เพิ่มกากใย ช่วยให้เราขับถ่ายได้คล่องขึ้นด้วย

เลือกเมนูที่ถูกใจคุณ เปลี่ยนนิสัยมาทานอาหารเช้า ลองทำไปเรื่อย ๆ จนเป็นนิสัย หรือใครมีเมนูอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็เอามาแชร์กันได้นะ แล้วเราจะหุ่นดีไปด้วยกัน!!

บทความจาก...... cosmenet.in.th


สูตรมาส์กหน้าฉบับก้นครัวกัน-เน้นผลัดเซลล์ผิว เผยความใส หากสาวๆ ประสบปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำแลดูไม่กระจ่างใส แต่ไม่กล้าไปทดลองโปรแกรมทรีทเม้นต์ตามสถาบันความงาม จะหันมาใช้วิธีธรรมชาติก็เป็นทางเลือกที่่น่าสนใจ เพราะทั้งปลอดภัย ราคาถูก ถึงแม้จะเห็นผลลัพธ์ช้ากว่าการลอกหน้าหรือผลัดเซลล์ผิวด้วยโปรแกรม AHA ทั้งหลาย แต่หากทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอก็ได้ผลดีเช่นกัน

เราขอแนะนำสูตรความสวยแบบ D.I.Y ที่สาวๆ ทำได้เองที่บ้าน แถมยังมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย เพราะวัตถุดิบทั้งหมดล้วนมาจากธรรมชาติ เพียงแค่มี...

1. มะละกอสุก 1/4 ผลเล็กหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

2. สับปะรดชิ้นเล็ก 1 ถ้วย

3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

นำส่วนผสมทั้งหมดลงในโถเครื่องปั่น ปั่นจนได้เนื้อแบบสมูทธี้ ทาบางๆ ลงบนผิวหน้าที่ล้างสะอาดหมดจดแล้ว โดยกะความหนาของเนื้อมาส์กให้ทั่วกันทั้งใบหน้า หลีกเลี่ยงบริเวณผิวรอบตาเอาไว้ ทาไล่ลงมายังลำคอด้วย ทิ้งเอาไว้ 5 - 10 นาที

ระหว่างนั้นผิวของสาวๆ อาจรู้สึกยิบๆ เล็กน้อย เพราะทั้งสับปะรดและมะละกอเต็มไปด้วยเอนไซม์ที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวและกรดอัลฟ่าไฮดรอกซี่ แต่มันอ่อนโยนกว่ากรด AHA สังเคราะห์แน่นอน ส่วนน้ำผึ้งก็จะช่วยสมานผิวและเติมความชุ่มชื้นให้ผิว หลังจากนั้นล้างออกให้สะอาด เซลล์ผิวเก่าที่ตกค้างจะถูกผลัดออกแทนที่ด้วยเซลล์ผิวใหม่ที่แสนสดใส

อย่าลืมตบท้ายด้วยการทามอยส์เจอร์ให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น สำหรับสาวที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายอาจจะทิ้งระยะเวลาการมาส์กหน้าเพียง 3 - 5 นาทีเท่านั้น เพื่อป้องกันการระคายเคือง

สูตรนี้แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น เพราะคนเราไม่จำเป็นต้องผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินความจำเป็นนะจ๊ะ สูตรง่ายขนาดนี้ รู้เเล้วอย่าลืมลองกันนะ

บทความจาก...... girldaily.com / Photo blossomjar.com


9 วิธีกำจัดสิวหัวดำ แบบได้ผล สิวหัวดำ เป็นอุปสรรคสวยที่รบกวนใจสาวๆ หลายคน จนต้องหาวิธีซ่อนด้วยเครื่องสำอาง ระหว่างที่ยังหาวิธีกำจัดไม่ได้ และแม้วิธีจะดีแค่ไหน หากยังไม่เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตในแต่ละวัน หรือทำไม่ได้ในบางอย่างที่สำคัญ ก็จบเลย ต้องซ่อนสิวหัวดำๆ กันต่อไปมากำจัดให้สิ้นด้วย 9 วิธีนี้กัน!!

วิธีที่ 1 Cleansing สำคัญมาก ใส่ใจบริเวณที่มันมากเป็นพิเศษ อย่างจมูก และแก้ม ทำความสะอาดด้วยการใช้คลีนซิ่งแบบออยล์ฟรี วันละ 2 ครั้ง เป็นอย่างน้อย ใช้มอยซ์เจอร์เพื่อให้ผิวหน้าชุ่ม ชื้นด้วย เพราะผิวแห้งก็เป็นสาเหตุของสิวหัวดำ กลับมาจากข้างนอกต้องใช้คลีนเซอร์ที่กำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย ทำความสะอาดเครื่องสำอางให้หมดจดจากใบหน้า ก่อนนอนทุกครั้ง

วิธีที่ 2 สครับผิวหน้าบ้าง ควรสครับผิวหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นอย่างน้อย โดยใช้สครับที่อ่อนโยนต่อผิว

วิธีที่ 3 ความสะอาดของผิวหน้าสำคัญยิ่ง นอกจากจะต้องล้างหน้าให้สะอาดก่อนนอนแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างเลยที่ละเลยไม่ได้ เช่น เมคอัพให้น้อยๆ และไม่ควรออกกำลังกายแบบหน้าแน่นไปด้วยเมคอัพ เพราะเดี๋ยวจะไปอุดรูขุมขนทำให้เกิดสิวอีก หรือหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ต้องสะอาดด้วย อีกการล้างหน้าให้สะอาดหลังกลับมาจากข้างนอก ที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง และสารเคมี

วิธีที่ 4 สตรีมผิวหน้าเอง จะซื้อคอร์สตามคลินิคเสริมความงามหรือจะซื้อเครื่องอบไอน้ำเล็ๆ มาไว้ใช้ส่วนตัวที่บ้านก็สะดวกดี แถมราคาก็ไม่ได้แรงมาก จะช่วยเปิดรูขุมขนเพื่อทำความ สะอาดผิวหน้าได้อย่างหมดจด

วิธีที่ 5 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารให้ครบคุณค่าหรือจะเลือกทานผัก ผลไม้เพื่อดีทอกซ์ผิวบ้างก็จะดี รวมถึงงดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ทำร้ายผิว ลดอาหารมันๆของ โปรดบ้าง

วิธีที่ 6 สูตรสครับกำจัดสิวหัวดำ 2 สูตร

สูตร 1 น้ำผึ้ง + มะนาว + น้ำตาล : ผสมกันแล้วนำมาสครับผิวหน้าบริเวณที่มีสิวหัวดำ ค่อยๆ ขัดวนรอบเล็กๆอย่างเบามือ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ก่อน ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

สูตร 2 โอ๊ต + เกลือ + น้ำมันมะกอก : ผสมส่วนผสมทั้งสามอย่าง แล้วนำมาสครับผิวหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น อย่างไรก็ตาม การส ครับอาจกำจัดได้อย่างไม่ถาวร จึงต้องทำร่วมกับข้ออื่นๆ ด้วย

วิธีที่ 7 ผลิตภัณฑ์จากร้านขายยาโดยเภสัชกร หลายคนอยู่กับสิวหัวดำมายาวนาน ควรต้องใช้ตัวช่วยของมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นยาแต้มสิว หรือโฟมล้างหน้ากำจัดสิวหัวดำ อุปกรณ์ลอกสิวทั้งหลาย ขอคำแนะนำ โดยเภสัชกรด้วย

วิธีที่ 8 ระวังผิวจากความหยาบกระด้าง ควรเลือกใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่อ่อนโยนต่อผิว เพื่อไม่ไปกระตุ้นให้เกิดความมันและทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนอันทำให้เกิดสิวหัวดำ

วิธีที่ 9 กรณีที่รักษาไม่หาย ต้องพบคุณหมอผิวหนัง มีคลีนิคผิวหนังมากมายที่เชื่อใจได้ ศึกษาให้ดี และควรรีบพบแพทย์ อย่าปล่อยเอาไว้นานจนรักษายาก

เรื่องสิวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุแตกต่างกันไป ดังนั้น ถ้ารักษาไม่หายจริงๆก็ต้องไปพบแพทย์กันด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิวประเภทไหนที่รักษายังไงก็ไม่ ยอมไปสักที สำหรับสิวหัวดำที่เป็นไม่มากนักลองใช้วิธีเหล่านี้ดูก่อน หรือใช้ควบคู่ไปกับการรักษาของคุณหมอด้วยก็น่าจะดี แต่ยังไงควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ กันก่อนนะคะ

บทความจาก...... cosmenet.in.th / cr photo : youtube.com/user/shaziajafrey8


ล้างหน้าด้วยน้ำซาวข้าว ช่วยลดสิว-ฝ้า-หน้าขาวใส สูตรดูแลผิวหน้าด้วยน้ำซาวข้าว นี้เป็นสูตรของสาวญี่ปุ่นนะคะ เพราะคนญี่ปุ่นกินข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนคนไทย แม้ชนิดของข้าวจะต่างกัน แต่คุณค่าในข้าวก็ใกล้เคียงกันนี่นา คนไทยโบราณจะนำน้ำซาวข้าวมาล้างหน้า ช่วยลดสิว-ฝ้า ได้ด้วย แบบนี้ หนุ่ม-สาว ลูกหลานข้าวหอมมะลิไทยยุคใหม่ต้องลองกันมั่งแล้ว ทั้งง่าย และน่าลอง เพราะยังไงก็ต้องหุงข้าวกันทุกวัน ทุกบ้าน

เพียงแค่เตรียม...

ข้าวสาร 2 ถ้วย เทใส่อ่างแล้วล้างน้ำออก 1 น้ำ ยกเว้นว่าคุณมั่นใจว่าข้าวของคุณปลอดภัยจากเศษผง และสารเคมีทุกประเภท ก็ใช้น้ำแรกได้เลย สำลี และกระดาษทิชชู่แบบหนาแผ่นใหญ่

Step 1 : แช่ข้าวทิ้งไว้ 10 นาที เพื่อให้คุรค่าของข้าวออกมาอยู่ในน้ำแช่ ให้ซาวข้าวเหมือนเวลาจะหุงข้าว แล้วแยกน้ำออกมา

Step 2 : จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำเช็ดให้ทั่วบนใบหน้าและลำคอเพียงเบาๆ

Step 3 : จากนั้นให้ใช้ทิชชู่แผ่นใหญ่ค่อนข้างหนา ชุบน้ำซาวข้าว วางโปะบนใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ 20 นาที

Step 4 : ล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกถึงความนุ่ม เนียนของใบหน้า เมื่อสัมผัสด้วยมือ ทำได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการจะช่วยรักษาผิวหน้าที่เป็นสิวจากบางสาเหตุได้

คุณค่าจากน้ำซาวข้าว น้ำซาวข้าวที่ล้างข้าวออกในน้ำแรกและน้ำที่สอง จะมี วิตามินบี 3 คือ Niacin ที่จะช่วยทำลายท็อกซินจากมลพิษ จึงช่วยชะล้างสิ่งสกปรกตกค้างบนใบหน้าได้ดี วิตามินบี 2 Riboflavin ช่วยระงับอาการตาแฉะ จึงใช้วิตามินบีสองเป็นส่วนประกอบของยาหยอดตา วิตามินบี 1 มีประโยชน์ต่อระบบการทำงานของสมอง ประสาท และหัวใจ

นอกจากจะใช้ดูแลผิวหน้าแล้ว น้ำซาวข้าวที่เหลือยังนำไปใช้สระผม เพื่อบำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่นด้วย หรือถ้ามีเหลือเฟือจะนำมาผสมกับส่วนผสมอื่นๆเพื่อสครับผิวกายก็ได้ แต่อย่าสครับทุกวันเพราะจะเป็นการรบกวนผิวมากจนเกินไปค่ะ ลองนำเคล็ดลับผิวหน้าใสด้วยน้ำซาวข้าวไปใช้กันดู จะได้หน้าสวยใสแบบสาวญี่ปุ่นกันบ้างไง

บทความจาก...... cosmenet.in.th


สาวๆผิวมัน มาส์กหน้าด้วยมะม่วง กันเถอะ!! อากาศร้อนชื้นช่วงนี้ส่งผลให้หน้ามันวาวเกินงาม หลายคนเลยหันไปพึ่งกระดาษซับมันเป็นการชั่วคราว ความจริงแล้วการบำรุงผิวด้วยมาส์ก ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ลดความมันบนใบหน้าได้ดีเกินคาด ถ้าไม่เชื่อต้องลอง

ตำรับนี้เป็นสูตรความงามที่นำผลไม้หาง่ายในบ้านเราอย่าง มะม่วงสุก มาใช้ เนื่องจากเนื้อมะม่วงมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้อย่างอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองผิว ทำให้ลดการอุดตันของรูขุมขน แถมยังทำให้ผิวหน้ากระชับขึ้นด้วยนะ

วิธีทำ เพียงบดมะม่วงสุกที่หาได้ (ไม่จำกัดพันธุ์)จนละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 2 - 3 นาทีหรือจนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยปรับสภาพผิวให้มีความสมดุล ไม่มันเยิ้มจนหมดสวยอีกต่อไป

บทความจาก...... healthandcuisine.com


5 เทคนิค ขจัดกลิ่นเหม็น ภายในบ้าน กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ อาจกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำลายบรรยากาศอันแสนสุขภายในบ้าน แอมบิเพอร์ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่เชี่ยวชาญด้านการขจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ จึงขอแนะนำเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถช่วยขจัดกลิ่นภายในบ้านด้วยตัวคุณเอง พร้อมเนรมิตบรรยากาศแห่งความสุขเต็มไปด้วยรอยยิ้มของคนในครอบครัว

1. ห้องครัว ถือเป็นสถานที่สำคัญที่ก่อให้เกิดกลิ่น ทั้งกลิ่นอาหาร ไปจนถึงกลิ่นรบกวนจากขยะ จึงควรเริ่มต้นกำจัดสาเหตุของกลิ่นเหม็นรบกวนด้วยการกำจัดขยะสดเป็นประจำทุกวัน ปิดปากถุงให้มิดชิดและนำไปทิ้งบริเวณนอกบ้านในที่ที่เหมาะสม ที่สำคัญควรทำความสะอาดเศษอาหารที่ตกหล่นในบริเวณห้องครัวอยู่เสมอ เพราะกลิ่นส่วนใหญ่จะเกิดจากการหมักหมมและเน่าสลายของเศษอาหารเหลือทิ้งในขยะ วิธีนี้นอกจากจะช่วยกำจัดต้นตอของการเกิดกลิ่นแล้ว ยังช่วยลดจำนวนเหล่าแมลงและหนูที่หวังจะมาจัดปาร์ตี้ในบ้านคุณอีกด้วย

2. มะนาว รสเปรี้ยวเข็ดฟัน ช่วยขจัดกลิ่นคาวได้ชะงัก เพียงผ่าซีกแล้วนำมาถูตามเครื่องใช้ในครัวเรือนต่างๆ ที่มีกลิ่นคาว หรือนำมาถูกับฝ่ามือ ช่วยให้มือเนียนนุ่มไร้กลิ่นกวนใจ ส่วนเปลือกมะนาวหรือแม้กระทั่งเปลือกส้มก็ยังช่วยลดกลิ่นเหม็นจากถังขยะได้อีกด้วย

3. หลายครอบครัวมักประสบปัญหากลิ่นเหม็นอับจากตู้เย็น เนื่องจากคุณแม่บ้านนิยมสะสมอาหารค้างคืนจนเต็มตู้ บางอย่างหมดอายุเป็นแรมปีก็ไม่ยอมทิ้งเพราะเสียดาย ลองจัดระบบการเก็บของในตู้เย็นให้เป็นสัดส่วน เช็ดทำความสะอาดภายในตู้เย็นด้วยเบกกิ้งโซดาผสมน้ำทุก 6 เดือน แล้วเปิดประตูระบายอากาศทิ้งไว้สักครู่ เพราะเบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดกลิ่นเหม็น ดูดความชื้น แถมยังช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย

4. จะชวนเพื่อนมาเที่ยวบ้านใหม่ทั้งที แต่ยังเจ้าของบ้านยังกังวลเรื่องกลิ่นเหม็นจากสี สารระเหย หรือกลิ่นน้ำยาเคลือบวัสดุต่างๆ ลองฝานหัวหอมใหญ่ 2-3 ลูก ตั้งทิ้งไว้ แม้จะมีกลิ่นฉุนแสบตาแต่ช่วยเรื่องการดูดซับกลิ่นได้เป็นอย่างดี เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเปิดบ้านต้อนรับเพื่อนได้อย่างสบายใจ

5. ถ้ากลิ่นอันพึงประสงค์ยังคงวนเวียนอยู่ แม้จะกำจัดต้นเหตุของกลิ่น หรือทำความสะอาดไปแล้ว นั่นเป็นเพราะกลิ่นเหล่านี้ได้เปลี่ยนกลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กลอยอยู่อากาศ และเกาะติดตามพื้นผิว หรือส่วนต่างๆ ที่การทำความสะอาดเข้าไม่ถึง ทำให้กลิ่นเหล่านี้ยังคงตกค้างกลายเป็นกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ภายในบ้าน ผลิตภัณฑ์ปรับอากาศอย่าง แอมบิเพอร์ เป็นตัวช่วยสำคัญที่ไม่เพียงแค่กลบกลิ่น แต่จะช่วยขจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ให้หมดไป

โดยเลือกประเภทผลิตภัณฑ์ปรับอากาศให้เหมาะสมกับความต้องการและการใช้งาน เช่น ผลิตภัณฑ์ปรับอากาศแบบสเปรย์ เหมาะสำหรับเวลาที่ต้องการปรับอากาศให้หอมสดชื่นอย่างรวดเร็วเมื่อมีแขกที่มาเยี่ยมโดยไม่ทันตั้งตัว รวมถึงกลิ่นอาหารหลังทำครัวเสร็จ

ส่วนผลิตภัณฑ์ปรับอากาศแบบตั้งโต๊ะ จะค่อยๆ ปล่อยกลิ่นหอมอย่างช้าๆ และยาวนานกว่า อีกทั้งยังสามารถปรับระดับความเข้มของกลิ่นให้ตรงความต้องการของตนเองได้อีกด้วย

บทความจาก...... แพรวดอทคอม


กินแอปเปิ้ลวันละผล ช่วยลดความอ้วนได้ “An apple a day, keep your doctor away.” เป็นสุภาษิตเก่าแก่ของคนอังกฤษที่ว่า การกินแอปเปิ้ลทุกวันจะช่วยให้สุขภาพดีจนคุณไม่ต้องไปพบหมอเลย และในปัจจุบันแอปเปิ้ลยังกลายเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับศาสตร์การดูแลสุขภาพ และลดน้ำหนักในแบบต่างๆ

ในตำนานเทพเจ้านอร์สของชาวสแกนดิเนเวียกล่าวว่า บรรดาเทพแห่งนอร์สสามารถคงความเป็นอมตะได้ก็เพราะได้กินแอปเปิ้ลที่เทพีอีดูนเก็บรักษาไว้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เทพีอีดูนถูกลักพาตัวไป ถึงกับทำให้เหล่าเทพแห่งนอร์สถึงกับชราภาพลง มีรอยตีนกาและผมหงอกไปตามๆ กันเลยทีเดียว

จากตำนานเล่าขานมาถึงศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์ปัจจุบันกันบ้าง มีงานวิจัยทางโภชนาการสมัยใหม่พบว่า ในแอปเปิ้ล 1 ผลประกอบไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการมากมาย และอุดมด้วยวิตามิน เช่น วิตามินเอ บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 กรดโฟลิก วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก ฯลฯ

ในมุมมองของการแพทย์แผนปัจจุบันมองว่า ทุกวันนี้ผู้คนล้วนผจญปัญหาสุขภาพเรื้อรังและมีสาเหตุการตายสูงในโรคที่สัมพันธ์กับภาวะอ้วนเกินทั้งสิ้น เช่น โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดโรคเบาหวาน ไปจนถึงโรคมะเร็งบางชนิดก็สัมพันธ์กับ ความอ้วนด้วย จะเห็นได้ชัดในกรณีของโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงและโรคมะเร็งลำไส้ ที่หากว่าใครอ้วนไขมันเกินก็จะมีอัตราเสี่ยงในมะเร็งกลุ่ม ดังกล่าวมากขึ้นดังนั้นการขจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายนอกจากเป็นเรื่อง ของความสวยงามแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

พูดง่ายแต่ทำไม่ง่าย เพราะกระบวนการขับไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายนั้นจำเป็นจะต้องพึ่งพาความ สามารถของการขับน้ำดีออกจากตับเป็นอย่างมาก เพราะเวลาที่เรามีไขมันแย่ ๆ อย่าง LDL เกิน ร่ายกายจะส่ง LDL นี้ไปที่ตับ ซึ่งเปรียบเสมือนโรงขยะแล้วตับก็จะทำการหีบห่อไขมันเหล่านี้ในรูปของน้ำดี ก่อนที่จะ Dump ลงท่อระบายที่เรียกว่าท่อน้ำดีเพื่อที่จะขับทิ้งไปกับอุจจาระต่อไป แต่ถ้าเจ้าท่อน้ำดีที่ว่านี้เกิดอุดตันหรือน้ำดีข้นหนืด ก็จะไม่มีประสิทธิภาพการขับไขมันเท่าที่ควร ดังนั้นการกินอาหารสูตรจำเพาะเพื่อทำให้น้ำดีขับเคลื่อนได้ดีขึ้นจึงเป็น เป้าหมายทางโภชนบำบัดของเรา

โดยส่วนตัวหมอชอบนำแอปเปิ้ลเขียวมาปรุงอาหารสุขภาพเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารลดน้ำหนักและจำกัดพลังงานเพราะมีความหวานน้อย อีกทั้งแอปเปิ้ล เขียวยังมีกรดผลไม้ชนิดพิเศษที่เรียกว่ากรดมาลิก (Malic acid) อยู่ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยทำให้น้ำดีเหลวลง ส่งผลให้น้ำดีขับออกจากตับได้ง่ายขึ้น และตามที่หมออธิบายไว้ข้างต้นคุณคงจะพอเทียบเคียงได้ว่าแอปเปิ้ลช่วยลดไขมันในร่างกายได้อย่างไร

ก่อนจบเรื่องเข้าครัวหมอขอเติมเกร็ดความรู้อีกสักนิดว่า ในทางพฤกษศาสตร์ แอปเปิ้ล เป็นพืชในวงศ์ Rosaceae ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกกุหลาบมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะพิเศษคนยุโรปโบราณ จึงถือว่าผลของแอปเปิ้ลเป็นผลไม้แห่งความรัก เมื่อคนกรีกอยากบอกรักกันแอปเปิ้ลก็เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่ผู้ชายจะมอบ ให้แก่หญิงสาวโดยมีความหมายลึก ๆ ก็คือ “ผมอยากให้คุณเป็นแม่ของลูกผมนะครับ...รับรักผมเถอะ”

ซึ่งหมอคิดว่า ถ้าคุณ ๆ ที่กำลังประสบกับปัญหาโรคอ้วนอยู่ ลองหันมาบริโภคแอปเปิ้ลสักวันละผล นอกจากจะสุขภาพดีแล้ว ไม่แน่วันหนึ่งอาจมีคนนำแอปเปิ้ลมามอบให้พร้อมความนัยข้างต้นก็เป็นได้นะคะ ว่าแล้วเราไปเข้าครัวทำเมนูลดอ้วนจากแอปเปิ้ลกินกันดีกว่านะคะ

***เมนูแนะนำอาหารลดความอ้วนปลากะพงย่างซอสแอปเปิ้ลเขียว***

เรื่องและสูตร : แพทย์หญิงกอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ธรรมชาติบำบัด

บทความจาก...... healthandcuisine.com